Page 53 - hpp_9y_ebook58_08_07_001
P. 53
ปฏิรูปสุขภาพ ปฏิรูปประชาธิปไตย :
นโยบายสาธารณะ การมีส่วนร่วมกับประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรอง 53
ปฏิบัติของผู้ปกครอง และสามัคคีธรรม ที่แสดงถึงธรรมของการอยู่ร่วมกันตาม
หลัก“อปริหานิยธรรม” นี้ชี้ให้เห็นว่า การตัดสินแบบง่ายๆ ว่าปัญหาสังคมเกิด
ขึ้นจากคนเห็นแก่ตัว และทางออกก็คือการส่งเสริมให้ผู้คนมีศีลธรรมนั้นอาจเป็น
ค�าตอบที่ไม่เพียงพอ เพราะนอกเหนือจากธรรมของปัจเจกบุคคลแล้ว พระสูตร
ต่างๆ เหล่านี้ยังได้แสดงให้เห็นถึง “รัฐธรรม” และ “ประชาธรรม” ที่ผู้ปกครอง
และสาธารณชนจะต้องมี คือนอกเหนือจากธรรมะในระดับปัจเจกบุคคลแล้ว ยัง
ต้องมีการจัดระเบียบสังคมให้ถูกต้องอีกด้วย ซึ่งหากเปรียบเทียบกับชุมชนสงฆ์
ก็คือ นอกเหนือจากไตรสิกขา หรืออริยมรรคแล้วยังต้องมีวินัยแห่งสังฆะเพื่อจัด
ระเบียบสังคมในการอยู่ร่วมกันอีกด้วย ซึ่ง “ภิกขุสูตร” ที่พระพุทธเจ้าตรัสเทศนา
แก่พระภิกษุก็มีเนื้อหาคล้ายคลึงกับหลักอปริหานิยธรรมนั่นเอง
การที่ชุมชนสงฆ์ใช้หลัก “สามัคคีธรรม” และ “อปริหานิยธรรม” นี้ วีระ
สมบูรณ์เห็นว่าไม่ใช่เรื่องแปลก “เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้
ทรงมอบให้ผู้ใดเป็นใหญ่และให้ถือมติของสงฆ์เป็นหลักในการตัดสินวินิจฉัยสิ่ง
ต่างๆ” หากเราพิจารณาว่ากฎระเบียบในชุมชนสงฆ์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นชุมชนอุดมคติ
ที่พระพุทธเจ้าสร้างขึ้นให้เป็นแบบอย่างนี้ เน้นที่รูปแบบการอยู่ร่วมกันด้วยการ
ประชุมปรึกษาหารือกันมากกว่าการใช้อ�านาจ ก็อาจกล่าวได้ว่า หลัก “สามัคคีธรรม”
อันเป็นรากฐานของระบบสังคมการเมืองของชุมชนสงฆ์นี้ก็คือหลักการของการ
อยู่ร่วมกันในอุดมคติ
แม้ถ้อยค�าและศัพท์แสงจะแตกต่างไปจากที่ใช้ในปรัชญาการเมืองสมัยใหม่
แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า หัวใจของการอยู่ร่วมกันในชุมชนสงฆ์หรือหลักการอัน
เป็นรากฐานของสังคมอุดมคติที่เรียกว่า “สังฆะ” นั้นให้ถือเอามติของคณะสงฆ์
เป็นหลักในการตัดสินวินิจฉัยสิ่งต่างๆ และก�าหนดให้พระสงฆ์ต้องหมั่นประชุม
กันอย่างสม�่าเสมอ พร้อมเพรียงกันในการประชุมและในการกระท�ากิจต่างๆ เช่น
เดียวกับที่ปรากฏในอปริหานิยธรรม หลักการเหล่านี้คล้ายคลึงกับระบบการ

