Page 166 - 60-03-117 TH2560
P. 166
โดยนัยนี้ วัยรุ่นเพศหญิงที่พิการทางการเห็นจึงมีความ (4) ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม
เปราะบางต่างกับผู้สูงอายุเพศชายที่พิการทางการเห็น (5) ความพิการทางสติปัญญา
เพราะลักษณะทางเพศและอายุที่ต่างกันท�าให้ทั้งสองมี (6) ความพิการทางการเรียนรู้
ความต้องการที่ต่างกันในบางด้านนั่นเอง (7) ความพิการทางออทิสติก
เพราะความซับซ้อนของ ความพิการ และความ ประเภทความพิการข้างต้นบอกให้ทราบว่า ตาม
จ�าเป็นที่จะก�าหนดให้ชัดเพื่อประโยชน์ในทางนโยบาย จึงมี กฎหมายของไทยผู้ที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลาย
การบัญญัติในกฎหมายว่า คนพิการ คือใครบ้าง มาตรา 4 อย่างที่กล่าวนี้ เป็นคนพิการ แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่ นั่นคือ
ของพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หากต้องการทราบแน่ชัดว่าใครพิการหรือไม่พิการจะต้องมี
พ.ศ. 2550 (แก้ไขปรับปรุงครั้งที่ 2 พ.ศ. 2556) ก�าหนด การตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค เพราะความพิการเกือบ
ลักษณะคนพิการไว้ดังนี้ : ทุกประเภทไม่ใช่สิ่งที่จะบอกได้ด้วยตาเปล่า โดยเฉพาะเมื่อ
คนพิการ “หมายความว่า บุคคลซึ่งมีข้อจ�ากัดในการ ต้องการคัดกรองอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงว่าใครควรได้
ปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจ�าวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทาง รับสวัสดิการจากรัฐ ดังนั้น ประกาศกระทรวงการพัฒนา
สังคม เนื่องจากมีความบกพร่องทางการเห็น การได้ยิน สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่อ้างถึงข้างต้นจึงก�าหนด
การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติ ลักษณะเฉพาะของความพิการแต่ละประเภทไว้ ซึ่งได้สรุป
ปัญญา การเรียนรู้ หรือความบกพร่องอื่นใด ประกอบกับ ไว้ใน กรอบที่ 2
มีอุปสรรคในด้านต่างๆ และมีความจ�าเป็นพิเศษที่จะต้องได้ ส�านักงานสถิติแห่งชาติได้ท�าการส�ารวจข้อมูลคนพิการ
รับความช่วยเหลือด้านหนึ่งด้านใด เพื่อให้สามารถปฏิบัติ และภาวะทุพพลภาพเป็นครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2517 โดยรวม
กิจกรรมในชีวิตประจ�าวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้ อยู่ในการส�ารวจอนามัยและสวัสดิการ ซึ่งด�าเนินการทุกๆ
อย่างบุคคลทั่วไป ทั้งนี้ตามประเภทและหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรี 2 ปี ต่อมาใน พ.ศ. 2545 ได้แยกการส�ารวจเกี่ยวกับคนพิการ
ว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ออกมาต่างหาก โดยด�าเนินการทุกรอบ 5 ปี ข้อมูลจาก
ประกาศก�าหนด” การส�ารวจตั้งแต่ปี 2517 ถึง 2555 ชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนของ
โดยธรรมชาติแล้วการมีข้อจ�ากัดในการปฏิบัติกิจกรรม คนพิการในประเทศไทยในช่วงเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา
ในชีวิตประจ�าวัน (ความพิการตามความหมายข้างต้น) แม้จะเป็นตัวเลขไม่มากแต่ก็เพิ่มขึ้นมาตลอด จาก 0.5%
มีลักษณะเป็นพลวัต คือเปลี่ยนแปลงไปตามวัย เมื่อบุคคล ของประชากรทั้งประเทศในปี 2517 เป็น 2.9% ในปี 2550
เข้าสู่วัยสูงอายุการท�าหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ เริ่มเสื่อมถอย แต่ในปี 2555 ลดลงเล็กน้อย เป็น 2.2% หรือคิดเป็นจ�านวน
หลายคนอยู่ใน ภาวะทุพพลภาพ คือหย่อนก�าลังความ คนพิการประมาณ 1.5 ล้านคน
สามารถที่จะประกอบการงานตามปกติได้ และกลายเป็น ในอนาคตคาดว่าจ�านวนและสัดส่วนคนพิการอาจจะ
ผู้พิการในที่สุด เพราะเหตุนี้อัตราความพิการในประชากร เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ โดยพิจารณาจากแนวโน้มทางประชากรและ
สูงอายุจึงสูงกว่าในวัยอื่น และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ประเทศ การพัฒนา ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อไป ในทางประชากร
ที่มีประชากรสูงอายุมากจึงมักจะมีสัดส่วนคนพิการสูงด้วย ปัจจัยส�าคัญคือการที่คนมีอายุยืนยาวขึ้น ซึ่งจะท�าให้ผู้สูงอายุ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีจ�านวนและสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปแล้วประชากรวัยสูง
ได้ออกประกาศเรื่อง ประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการ อายุนั้นมีความเสี่ยงที่จะพิการอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่า
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 ซึ่งออกตามความในมาตรา 4 แห่ง ประชากรที่อายุยังน้อย ส่วนการพัฒนานั้นอาจส่งผลต่อ
“พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ความพิการได้ เพราะวิถีชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนไป เช่น ต้อง
พ.ศ. 2550” โดยได้ก�าหนดความพิการไว้ 7 ประเภทคือ ท�างานอยู่กันเครื่องจักรมากขึ้น และพึ่งเทคโนโลยีมากขึ้น
(1) ความพิการทางการเห็น ในการเดินทางและการขนส่ง ซึ่งท�าให้มีโอกาสได้รับอุบัติเหตุ
(2) ความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย มากขึ้น ยิ่งกว่านั้น ถ้าการพัฒนาท�าให้เกิดความเหลื่อมล�้า
(3) ความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย ในสังคมมาก ก็จะส่งผลให้ความยากจนและคนจนเพิ่มขึ้น
เสริมพลังกลุ่มเปราะบาง สร้างสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน 165
60-03-117 152-180 sukapap new30-3 i_coated.indd 165 3/30/17 9:55 PM

