Page 165 - 60-03-117 TH2560
P. 165
ร่างกาย (functioning) และการมีส่วนร่วมในสังคมเข้าไว้ด้วย อาศัยอยู่ด้วย
ตามความหมายนี้ถ้าบุคคลยังท�ากิจกรรมในชีวิตประจ�าวัน ข้อจ�ากัดส่วนบุคคลนั้น นอกจากจะรวมถึง ความ
ได้เป็นปกติ หรือสามารถเข้ามีส่วนร่วมในสังคมได้เหมือน บกพร่อง/หรือไม่บกพร่อง ทางร่างกาย จิต ปัญญา และการ
คนทั่วไป เช่น ไปไหนมาไหนได้เอง เรียนหนังสือได้ ท�างานได้ เรียนรู้แล้ว ยังรวมถึง แรงจูงใจ และการเห็นคุณค่าในตนเอง
เข้าร่วมในกิจกรรมทางสังคมได้ ฯลฯ เขาก็ไม่ควรถูกนับว่า ของแต่ละคน ซึ่งมีอิทธิพลต่อการที่เขาจะท�า/ไม่ท�ากิจกรรม
เป็นคนพิการ ทั้งนี้ ไม่ว่าเขาจะมีสภาพร่างกายที่ครบอาการ ต่างๆ หรือเข้าร่วม/ไม่เข้าร่วมในสังคมด้วย ส่วนข้อจ�ากัดทาง
32 หรือไม่ก็ตาม ในทัศนะของ ICF การที่คนเราจะท�า สิ่งแวดล้อมนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของสภาพธรรมชาติ อีก
กิจกรรมได้เช่นนั้นมีปัจจัยที่เชื่อมโยงกันอยู่ 3 อย่าง คือ : ส่วนหนึ่ง ซึ่งส�าคัญกว่ามาก คือสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา
1) ความบกพร่องทางร่างกาย – บุคคลมีร่างกาย เช่น ถนนหนทาง การขนส่งสาธารณะ อาคารสถานที่ ฯลฯ
สมประกอบหรือไม่ เช่น ตาบอด หูหนวกหรือไม่ และสิ่งอ�านวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งทัศนคติของคน
แขนขา มีแรงพอที่จะเคลื่อนไหวได้หรือไม่ ฯลฯ ในสังคมต่อคนพิการ บริการและนโยบายทางสังคมที่มีอยู่
2) ข้อจ�ากัดในการท�ากิจกรรม – บุคคลสามารถ สิ่งแวดล้อมอาจจะส่งเสริมหรือขัดขวางการท�ากิจกรรมของ
ท�ากิจวัตรประจ�าวันได้เป็นปกติหรือไม่ เช่น เดิน บุคคลที่มีปัจจัยส่วนตัวแตกต่างกัน และท�าให้เขาเหล่านั้น
กินอาหาร อาบน�้า ใส่เสื้อผ้า สื่อสารกับคนอื่น ตกอยู่ในสภาพพิการ/ไม่พิการ มากน้อยต่างกันไป
ได้เอง ฯลฯ
3) ข้อจ�ากัดในการมีส่วนร่วมในสังคม – นอกเหนือ 4.2 ใครคือคนพิกำร
จากข้อจ�ากัดในข้อ 1 และ ข้อ 2 ข้างต้น บุคคล
มีอุปสรรคอื่นที่ท�าให้การเข้ามีส่วนร่วมในสังคม การจ�าแนกของ ICF ที่กล่าวข้างต้น แม้จะเป็นการมอง
ไม่สามารถเป็นไปได้อย่างคนทั่วไปหรือไม่ เช่น อย่างเป็นองค์รวม และมีข้อดีหลายอย่าง แต่ก็มีข้อจ�ากัดตรง
สังคมมีทัศนคติที่แบ่งแยก เลือกปฏิบัติ หรือกีดกัน ที่ท�าให้บอกได้ค่อนข้างยากว่าใครเป็นคนพิการหรือไม่พิการ
ไม่ให้มีสิทธิที่พึงมีเหมือนคนทั่วไป ท�าให้ ในหลายกรณีอาจไม่สามารถจ�าแนกให้ชัดแบบ “ใช่” หรือ
ไม่สามารถเดินทาง ท�างาน และได้รับค่าจ้างที่เท่า “ไม่ใช่” ได้ เพราะความพิการกับไม่พิการไม่ได้ถูกมองแยก
เทียมกับคนอื่น หรือไม่ ฯลฯ ขาดจากกันแบบด�ากับขาว แต่มองเป็นระดับหรือดีกรี
ใน 3 อย่างนี้ 2 อย่างแรกเป็นปัจจัยเกี่ยวกับตัวบุคคล (degree) จากน้อยที่สุด (ถือว่าไม่พิการ) ไปจนถึงมากที่สุด
แต่ละคน ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจว่าคือเรื่องของสุขภาพทั้งกาย (ถือว่าพิการ) ดังนั้นจึงท�าให้ก�าหนดได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะ
และจิต เป็นหลัก อย่างที่ 3 เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ทั้ง เมื่อต้องการจะนับว่าใครคือคนพิการที่ควรจะได้รับสวัสดิการ
สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางสังคม จากรัฐ และคนเหล่านั้นมีจ�านวนเท่าไร
ในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงความพิการ ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ไม่เพียงแต่เท่านั้น แม้ว่าเราจะสามารถจ�าแนกได้ชัด
มักจะใช้กรอบแนวคิดที่อาศัยมุมมองทางการแพทย์ (คือเรื่อง ในระดับหนึ่ง แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีปัญหา เพราะความพิการ
สุขภาพ) ประกอบกับมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมในการพิจารณา มีความแตกต่างและหลากหลาย จนเราไม่สามารถจะเหมา
แนวคิดนี้มองความพิการว่า คือ สภาวะที่เป็นผลลัพธ์ของ รวมได้ว่า ผู้ที่มีความพิการทั้งหมดเป็นคนกลุ่มเดียวที่มีปัญหา
การมีปฏิกิริยาต่อกันระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับปัจจัยทาง เดียวกัน ดังนั้นจึงควรจะได้รับสวัสดิการอย่างเดียวกัน
สิ่งแวดล้อมว่าเป็นอุปสรรคหรือไม่เป็นอุปสรรคต่อการท�า ความจริงแล้วคนที่มีความพิการแต่ละชนิดมีปัญหาและ
กิจกรรมต่างๆ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความพิการก็คือ สภาพที่ มีความจ�าเป็นที่ต้องการการเอาใจใส่จากสังคมต่างกัน
ท�าให้บุคคลมีข้อจ�ากัดในการท�ากิจกรรมในชีวิตประจ�าวัน คนพิการทางการเห็นต่างกับคนพิการทางการได้ยินหรือ
หรือการเข้ามีส่วนร่วมในสังคม ข้อจ�ากัดนั้นอาจมีหลากหลาย สื่อความหมาย และต่างกับคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือ
แต่กล่าวโดยสรุปแล้วมี 2 ชนิด คือข้อจ�ากัดที่มาจากตัวบุคคล ทางร่างกาย แม้คนที่มีความพิการชนิดเดียวกันแต่มีลักษณะ
เอง และข้อจ�ากัดที่มาจากสิ่งแวดล้อมซึ่งรวมถึงสังคมที่บุคคล ส่วนบุคคลต่างกัน ก็มีปัญหาและความต้องการไม่เหมือนกัน
164 สุขภาพคนไทย 2560
60-03-117 152-180 sukapap new30-3 i_coated.indd 164 3/30/17 9:55 PM

