Page 149 - art-HIA-22.indd
P. 149
¡ÒûÃЪØÁÇÔªÒ¡Òà HIA àÃ×èͧ ¼Å¡Ãзº¢Í§¡Ãкǹ¡ÒûÃÐàÁÔ¹¼Å¡Ãзº·Ò§ÊØ¢ÀÒ¾ ครั้งที่ 1
วันที่ 26-27 มกราคม พ.ศ.2558 ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพมหานคร 149
มาตรการต่างๆ ที่ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาก็ยังไม่สามารถดำาเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากการไม่รู้
ถึงสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม การขาดความรู้ ความเข้าใจในสาเหตุของปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
และสุขภาพจากการดำาเนินกิจการเหมืองแร่ ไม่ได้มีเพียงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แม้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น
ประเทศญี่ปุ่นที่ประสบกับปัญหาโรคอิไต-อิไตจากสารแคดเมียม ดังนั้น จึงจำาเป็นอย่างยิ่งที่สังคมไทยต้องเร่งรัดจัดทำา
กระบวนการการเรียนรู้เชิงระบบ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจในลักษณะการเกิดปัญหา การพิสูจน์หาสาเหตุของปัญหา
การศึกษาเชิงสหวิทยาการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ การศึกษาวิจัยที่เป็นกลาง การศึกษาเชิงวิชาการควบคู่กับ
งานวิจัยของที่ปรึกษา การเผยแพร่ข้อมูลและผลการศึกษาสู่สาธารณะ เพื่อให้สามารถนำาความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้สำาหรับ
การกำาหนดแนวทางการบริหารจัดการ และมาตรการการป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ก�รพัฒน�เครื่องมือและกลไกเพื่อใช้ในก�รบริห�รจัดก�ร
ในการป้องกันปัญหาจากกิจการเหมืองแร่เพื่อลดระดับของปัญหา หรือการเยียวยาปัญหาภายหลังจากเกิด
ปัญหาขึ้นแล้ว จำาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกลไกที่สามารถสื่อให้เห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการคือ การใช้
เครื่องมือสำาหรับการบริหารจัดการเหมืองแร่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
(1) เครื่องมือด้�นก�รกำ�กับควบคุม หมายถึง การกำาหนดให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามแนวทางการ
ปฏิบัติที่ดี (Best practice) หรือการปฏิบัติตามข้อกำาหนด (Code of conduct) หรือเงื่อนไขของรายงานการวิเคราะห์
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการกำาหนดเขตศักยภาพแร่ หรือเขตเศรษฐกิจแร่ และการกำาหนดข้อบังคับต่างๆ
ซึ่งจำาเป็นต่อการดำาเนินกิจกรรมเหมืองแร่เพราะเป็นวิธีการที่จะนำาไปสู่การประกอบกิจการที่มีต้นทุนต่อสังคมต่ำา
โดยเฉพาะในส่วนของการประกาศเขตศักยภาพแร่ หรือเขตเศรษฐกิจแร่จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ สำาหรับให้ผู้ที่
เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนใช้ประกอบการพิจารณาก่อนที่จะกำาหนดให้มีการดำาเนินกิจกรรมใดๆ ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงได้
อย่างเหมาะสม อาทิเช่น หน่วยงานด้านการศึกษาควรหลีกเลี่ยงการจัดตั้งโรงเรียนในเขตศักยภาพแร่ เพื่อป้องกันมิให้
นักเรียนต้องเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารอันตราย หรือหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวไม่ควรส่งเสริมกิจกรรมนันทนาการ/
การท่องเที่ยวในเขตศักยภาพแร่ หรือเขตเศรษฐกิจแร่ หรือหน่วยงานด้านการเกษตรสามารถส่งเสริมการปลูกพืช
เศรษฐกิจที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ให้กับประชาชนได้
(2) เครื่องมือด้�นก�รคลังส�ธ�รณะ เช่น การเรียกเก็บเงินมัดจำาความเสี่ยง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม
สำาหรับค่ารักษาพยาบาล หรือค่าฟื้นฟูสภาพเหมือง การเก็บภาษีเพื่อนำามาเป็นรายได้เข้ากองทุนสำาหรับการจ่ายค่าชดเชย
ในกรณีที่มีผู้ได้รับผลกระทบ หรือการจ่ายค่าชดเชยในกรณีที่ต้องมีการอพยพประชาชนออกนอกพื้นที่ เป็นต้น โดยใน
การกำาหนดมาตรการดังกล่าวมีปัจจัยสำาคัญสองประการคือ 1) กลไกด้านการคลังควรสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการ
ลดการสร้างผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม 2) การเรียกเก็บเงินต้องสอดคล้องตรงตามวัตถุประสงค์ของการนำาเงิน
ไปใช้ เช่น ค่าธรรมเนียมสำาหรับค่ารักษาพยาบาลควรนำาไปใช้เพื่อการรักษาพยาบาลเท่านั้น ไม่ควรนำาไปใช้เพื่อการอื่น
เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้มาตรการดังกล่าวเป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กำาหนด
3. ก�รเพิ่มประสิทธิภ�พในก�รติดต�ม ตรวจสอบ และเฝ้�ระวัง
การติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังผลกระทบจากการดำาเนินกิจการเหมืองแร่เป็นสิ่งที่มีความสำาคัญอย่างยิ่ง
เพราะแม้ว่าโครงการพัฒนาแหล่งแร่ได้มีการเตรียมการที่ดีไม่ว่าจะเป็นการกำาหนดเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ การศึกษา
วิธีการดำาเนินกิจการของเหมืองแร่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการกำาหนดแผนงานด้านการเฝ้าระวังปัญหาสิ่งแวดล้อม
ตามเงื่อนไขของรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้วก็ตาม แต่หากในการดำาเนินกิจการขาดการเฝ้าระวัง
ที่ดี จะทำาให้แผนงานต่างๆ ไม่สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งที่ผ่านมา ปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการ
ดำาเนินกิจการเหมืองแร่ส่วนหนึ่งเกิดเนื่องจากการขาดประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังการดำาเนินกิจการ ตัวอย่างเช่น กรณี
ของการเฝ้าระวังปัญหาการขนส่งหินปูน บริเวณตำาบลหน้าพระลาน อำาเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ที่ละเลย
การปฏิบัติตามข้อกำาหนด ทำาให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีค่าเกินมาตรฐาน หรือในกรณีการขาดการติดตาม

