Page 154 - art-HIA-22.indd
P. 154

¡ÒûÃЪØÁÇÔªÒ¡Òà HIA àÃ×èͧ ¼Å¡Ãзº¢Í§¡Ãкǹ¡ÒûÃÐàÁÔ¹¼Å¡Ãзº·Ò§ÊØ¢ÀÒ¾ ครั้งที่ 1
              154                           วันที่ 26-27 มกราคม พ.ศ.2558 ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพมหานคร




              2. ก�รกำ�หนดขอบเขตก�รศึกษ� (Scoping)

                     การกำาหนดขอบเขตการศึกษา  เป็นขั้นตอนเพื่อกำาหนดความชัดเจนและเน้นประเด็นที่จะต้องทำาการศึกษา
              ผลกระทบต่อสุขภาพที่สำาคัญที่อาจเกิดขึ้นจากการมีโครงการเหมืองแร่ ทั้งนี้ปัจจัยกำาหนดสุขภาพที่ควรใช้ในการพิจารณา
              ในการกำาหนดขอบเขตการศึกษา ได้แก่ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (สิ่งคุกคามกายภาพ ชีวภาพและเคมี) เส้นทางการ
              สัมผัส (Exposure pathway) ลักษณะผลกระทบต่อสุขภาพ การบริการทางการแพทย์ และความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งใน

              แต่ละปัจจัยมีรายละเอียดลักษณะในการพิจารณาดังนี้
                     1) ปัจจัยด้�นสิ่งแวดล้อม เช่น สิ่งคุกคามทางกายภาพ (เช่น เสียง ความสั่นสะเทือน รังสี การบาดเจ็บ)
              สิ่งคุกคามทางเคมี (เช่น ซิลิกา ฝุ่นถ่านหิน โลหะหนัก เช่น สารหนู นิเกิล ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม ไซยาไนด์
              แซนเธท เป็นต้น) สิ่งคุกคามทางชีวภาพ (แมลงพาหะนำาโรค)
                     2) ปัจจัยต่อก�รรับสัมผัส เช่น เส้นทางการสัมผัสเข้าสู่ร่างกาย (โดยการหายใจ การรับประทาน การสัมผัส
              ทางผิวหนัง)  ปริมาณและระยะเวลาที่ได้เข้าสู่ร่างกาย  กลุ่มคนที่รับสัมผัส  เช่น  คนงาน  ประชาชนที่อยู่ใกล้ชุมชน

              รวมถึงกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ (กลุ่มไวรัส เด็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์)
                     3) ลักษณะผลกระทบต่อสุขภ�พ เช่น สถานะสุขภาพ อัตราการตายอัตราการเจ็บป่วยที่สัมพันธ์กับโครงการ
              เหมืองแร่  ผลกระทบเรื้อรัง  ผลกระทบเฉียบพลัน  การบาดเจ็บ  อุบัติเหตุ  ผลกระทบต่อคนรุ่นต่อไป  ผลกระทบ
              ต่อกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูง  การกระตุ้นหรือส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงของโรคมากขึ้นจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  เช่น
              หอบหืด รวมถึงผลกระทบสะสม

                     4) บริก�รท�งก�รแพทย์  เช่น  ความจำาเป็นทางด้านบริการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นหรือมีความต้องการ
              ที่พิเศษ การเปลี่ยนแปลงศักยภาพและความสามารถของสถานบริการทางการแพทย์ที่มีอยู่เดิม
                     5) คว�มเป็นอยู่ที่ดี เช่น ผลกระทบต่อรายได้ การจ้างงาน สภาพเศรษฐกิจสังคม ผลกระทบต่อรายได้
              ชุมชน หรือธุรกิจในท้องถิ่น การอพยพ ย้ายถิ่น การตั้งถิ่นฐานใหม่ ผลกระทบต่อการศึกษา เครือข่ายสนับสนุนสังคม
              ผลกระทบต่ออนามัยสิ่งแวดล้อม ผลประโยชน์ทางด้านสุขภาพ ทั้งนี้ การกำาหนดขอบเขตการศึกษาที่ดีจะทำาให้ผลของ
              การประเมินมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ และมีความน่าเชื่อถือ โดยมีประเด็นสำาคัญที่ควรคำานึงถึง ดังนี้

                        (1) ตัดสินถึงปัจจัยที่ควรศึกษา ทางเลือกของโครงการ และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
                        (2) จัดลำาดับความสำาคัญของเนื้อหาที่จะนำามาศึกษา หากผลกระทบบางอย่างน้อยก็ควรตัดทิ้ง
                        (3) จัดขอบเขตการศึกษาที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากพื้นที่ที่อาจเกิดผลกระทบกลุ่มประชากรเสี่ยง ได้แก่
                        ศึกษาพื้นที่ใด ครอบคลุมพื้นที่เท่าใด ระยะเวลา หรือกลุ่มประชากรใด

                        (4) ตัดสินระดับการศึกษาผลกระทบนั้นๆ  อย่างเหมาะสม  ผลกระทบใดจะศึกษาในเชิงกว้างหรือศึกษา
                        เชิงลึก พร้อมทั้งกำาหนดขอบเขตเชิงพื้นที่และกำาหนดระยะโครงการที่จะทำาการศึกษา ในการกำาหนด
                        ขอบเขตเชิงพื้นที่ควรแบ่งเป็นพื้นที่ชุมชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการ (ทั้งนี้รัศมี
                        ขอบเขตการศึกษาจะขึ้นอยู่กับการกระจายตัวของมลพิษ) และจากกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการ
                        (การขนส่งแร่เข้าสู่กระบวนการผลิต)  โดยควรมีแผนที่ประกอบ  ขณะเดียวกันในการกำาหนดระยะ
                        โครงการควรแบ่งเป็น ระยะก่อสร้าง ระยะดำาเนินโครงการ และระยะหลังดำาเนินการ ทั้งนี้ ผู้ประเมิน

                        จะต้องนำาข้อมูลที่ได้จากการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อสุขภาพโครงการเหมืองแร่
                        ที่มีอยู่ มาพิจารณาความเป็นไปได้หรือความสะดวกในการค้นหาข้อมูล ระยะเวลา และงบประมาณ
                        ด้วย


                      ก�รรับฟังคว�มคิดเห็นของประช�ชนในก�รกำ�หนดขอบเขตก�รศึกษ� (Public Scoping)
   149   150   151   152   153   154   155   156   157   158   159