Page 136 - 60-03-117 TH2560
P. 136
ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป โดยลูกจ้างและนายจ้างต้องส่งเงิน จุดเริ่มต้นของการรับมือ
เข้า กบช. ฝ่ายละ 3% ของค่าจ้าง สูงสุดไม่เกินเดือนละ
1,800 บาท และทยอยปรับเพิ่มเป็น 10% ใน 10 ปี การเล็งเห็นความส�าคัญของการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ส่วนลูกจ้างที่มีรายได้ไม่ถึงเดือนละ 10,000 บาท ไม่ต้อง ของจ�านวนผู้สูงอายุ ท�าให้ภาครัฐและผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ
11
น�าส่งเงินเข้ากองทุน โดยให้นายจ้างส่งเงินฝ่ายเดียว ร่วมกันผลักดันมาตรการทั้งสี่ เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุดังกล่าว
ขึ้น มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีความมั่นคงทาง
จากการส�ารวจแรงงานนอกระบบของส�านักงาน รายได้ และเป็นหลักประกันรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนเพื่อ
12
สถิติแห่งชาติ 2558 พบว่า ผู้มีงานท�าจ�านวน 38.3 ล้านคน การออมในยามชราภาพ นอกจากนี้แล้วยังช่วยแบ่งเบาภาระ
เป็นแรงงานในระบบ 16.9 ล้านคน (ร้อยละ 44.1) และเป็น ในการดูแลผู้สูงอายุของรัฐบาล และช่วยตอบรับกับความ
แรงงานนอกระบบ 21.4 ล้านคน (ร้อยละ 55.9) ในจ�านวน ต้องการของตลาดในเรื่องการขาดแคลนแรงงาน อันเป็น
16.9 ล้านคนที่เป็นแรงงานในระบบนี้ ยังมีบุคคลส่วนหนึ่ง ประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนส�ารองเลี้ยงชีพ ซึ่งครอบคลุม อีกด้วย
ลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวส่วนราชการ พนักงานราชการ
และรัฐวิสาหกิจ มาตรการนี้จะช่วยให้แรงงานมีเงินออม นอกจากนี้แล้วมาตรการช่วยเหลือผู้สูงอายุ
หลังเกษียณเพิ่มเป็น 50% ของรายได้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 19% ทั้ง 4 มาตรการ ยังส่งเสริมให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่า
เป็นการช่วยให้แรงงานในระบบมีการเตรียมพร้อมการออม เปลี่ยนจากค�าว่า “ภาระ” เป็น “พลัง” ซึ่งจะส่งผลท�าให้
เพื่อการชราภาพในอนาคต และยังช่วยเพิ่มระดับการออม ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีในบั้นปลายชีวิตทั้งกายและใจ
13
ของประเทศให้สูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 68,000 ล้านบาท การปรับปรุงบ้านพักอาศัยให้ปลอดภัยและเหมาะสมส�าหรับ
ผู้สูงอายุ นอกจากจะช่วยเพิ่มคุณภาพผู้สูงอายุและยัง
ช่วยป้องกันอุบัติเหตุในผู้สูงอายุได้ด้วย
10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ 135
60-03-117 104-151 sukapap new30-3 i_coated.indd 135 3/30/17 9:57 PM

