Page 6 - hpp_9y_ebook58_08_07_001
P. 6
คำานำาและกิตติกรรมประกาศ
ความผกผันและบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองไทยในช่วงทศวรรษที่
ผ่านมาอาจท�าให้ผู้คนเครียด เหนื่อยหน่าย และสิ้นหวังได้ง่ายๆ ตลอดช่วงเวลา
กว่า 10 ปีของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเรื้อรังและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จน
กระทั่งเกิดรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 การแสดงออกทางการเมืองส่วนใหญ่
เป็นการชุมนุมทางการเมือง (Demonstration) มากกว่าการอภิปรายถกแถลง
(Deliberation) เพื่อหาทางออกร่วมกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างของระบบ
การเมืองไทยได้ท�าให้เกิดการแบ่งแยกแตกขั้วทางการเมืองอย่างรุนแรง ปัญหา
ความขัดแย้งทางสังคมทวีความรุนแรงมากขึ้นจนท�าให้การหาทางออกด้วยการ
อภิปราย ถกแถลงหรือแลกเปลี่ยนกันด้วยเหตุและผลเป็นไปไม่ได้
ระบบรัฐสภากลายเป็นกลไกที่เอาชนะคะคานกันด้วยจ�านวนคะแนนโหวต
มากกว่าที่จะเอาชนะกันด้วยเหตุผลหรือข้อเสนอที่ดีกว่า การแลกเปลี่ยนความ
เห็นระหว่างคนที่เห็นต่างในพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ก็แทบจะไม่เหลือพื้นที่ส�าหรับ
สติปัญญาและการไตร่ตรองร่วมกัน พื้นที่สื่อเต็มไปด้วยความรุนแรง มีการด่าทอ
ประจาน เสียดสี ใช้ข้อความอันเป็นเท็จหรือใส่ความกันซึ่งๆ หน้า ยิ่งความขัด
แย้งทวีมากขึ้น คู่กรณีก็ยิ่งทวีความเกลียดชังซึ่งกันและกัน หลายกรณีรุนแรง
ลุกลามเกินกว่า “ประทุษวาจา” ไปถึงขั้นท�าร้ายร่างกายและทรัพย์สิน บางราย
ลุกลามไปถึงขั้นตามไปคุกคามครอบครัว หรือญาติพี่น้องของคู่ขัดแย้ง การพูด
คุยสนทนากันเกิดการแบ่งขั้วกันโดยปริยาย ต่างฝ่ายต่างคุยกันภายในกลุ่มที่คิด
เห็นเหมือนๆ กัน คนที่คิดเห็นต่าง หากไม่ท�าตัวเงียบลงหรือไม่ปลีกตัวออกจาก
วงสนทนานั้นเสีย ก็อาจถูกขับไสไปเสียจากวงสนทนา
ถ้าจะถือว่า ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่มีรากฐานมาจากการรับฟัง
ความคิดเห็นของกันและกัน การสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างคนที่มี

