Page 38 - hia_04_2010
P. 38

38
                            เสียงสะท้อนสุขภาพ





                    HIA ทางออกในการพัฒนา

                    ท่ามกลางสถานการณ์ปัญหามลพิษที่รุมเร้าชาวระยองมายาวนาน โดยที่
             ไม่ได้รับการขจัดให้หมดไป ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลยังคงเดินหน้าอุตสาหกรรม
             ด้วยการอนุมัติแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 3 (พ.ศ.2547-2561)
             โดยจะมีการลงทุนครบวงจร ตั้งแต่อุตสาหกรรมขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย

             กำหนดเป้าหมายไว้ทั้งหมด 56 โครงการ ซึ่งในช่วงปี 2548-2550 มีข้อมูลการ
             พัฒนาโรงงานปิโตรเคมีแล้ว 33 โครงการ โดยได้รับการอนุมัติรายงานวิเคราะห์
             ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว 20 โครงการ และอยู่ในระหว่างการพิจารณาอีก 13
             โครงการ นอกจากนี้ยังมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้ถ่านหิน 1 โครงการ และใช้
             ก๊าซธรรมชาติอีก 1 โครงการ (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2551)
                    จากการคาดการณ์ของสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ระบุว่า
             การพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 3 จะทำให้ปริมาณมลพิษต่างๆ เพิ่มขึ้น
             จากสภาพทุกวันนี้ที่เป็นอยู่ โดยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9
             ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 49.3 ปริมาณน้ำทิ้งจะเพิ่มขึ้นร้อยละ

             134.3 กากของแข็งจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 188 และกากของแข็งอันตรายจะเพิ่มขึ้น
             ถึงร้อยละ 202.7 ซึ่งแน่นอนว่าการประเมินนี้ไม่นับรวมสารอินทรีย์ระเหยง่าย
             ทั้งหลายที่เป็นสารก่อมะเร็งและกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของชาวระยองในปัจจุบัน
             (ดูตารางที่ 1)
                                                                   ตารางที่ 1
                 ปริมาณการปล่อยมลพิษจากการขยายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 3

              มลสารและของเสียในพื้นที่มาบตาพุด  พ.ศ.2545   พ.ศ.2561  เพิ่มขึ้นร้อยละ
              ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (ตัน/ปี)    17,284     17,782         2.9
              ไนโตรเจนไดออกไซด์ (ตัน/ปี)    22,785     34,022       49.3
              ปริมาณน้ำทิ้ง (ตัน/ปี)         17.50      41.00     134.3
              กากของแข็ง (ตัน/ปี)           20,000     57,600     188
              กากของแข็งอันตราย (ตัน/ปี)    15,000     45,400     202.7
             ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, 2548 และ 2549
   33   34   35   36   37   38   39   40   41   42   43