Page 55 - ESPORT
P. 55
ข้อ 1 เด็กขาดความสามารถในการควบคุมตัวเองในการเล่นเกม เช่น บอกว่าจะเล่น 2 ชั่วโมงแล้ว
เลิกแต่ก็ยาว คือคุมไม่ได้
ข้อ 2 คือละทิ้งกิจกรรมที่ปกติตัวเองเคยทําทุกอย่าง เช่น เรียนหนังสือ ทํางาน เที่ยวกับแฟน ออก
กําลังกาย เล่นกีฬา ซ้อมดนตรี อันนี้ตัดทิ้งหมดเพื่อจะเอาเวลามาเล่นเกม
ข้อ 3 เด็กยังฝืนเล่นต่อทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะเจออะไร เช่น เกรดไม่ถึง 2 จะถูก retired แต่ก็ยังเล่นต่อ
หัวหน้าบอกว่าถ้ามาสายอีกขาดงานอีกจะไล่ออก แฟนขู่ไว้แล้วว่าถ้าเล่นเกมโทรไปไม่รับอันนี้จบกัน แต่ยัง
ฝืนเล่นทั้งที่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้าย ๆ หรือผลกระทบในแง่ลบที่จ่อรออยู่ก็ยังฝืนเล่น
สัดส่วนของเด็กที่มาพบแพทย์ระหว่างเด็กที่มีสาเหตุเกี่ยวกับเกมกับโรคอื่น มีสัดส่วนต่างกัน
อย่างไร
เราก็จะพบว่าบางทีติดเกมแล้วสมาธิสั้นหรือบางคนสมาธิสั้นแล้วไปติดเกมอันนี้ก็มีได้ทั้ง 2
ทิศทาง เด็กที่มีปัญหาการเรียนคือ เขาเรียนไม่ค่อยจะรู้เรื่องอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเด็กกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มเสี่ยง
ที่จะติดเกม เพราะว่าอยู่ในห้องเรียนเขาเครียดและไม่ค่อยมีใครเห็นความสามารถของเขา กลุ่มนี้ก็จะ
แสวงหาอย่างอื่นที่ทําให้รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าตัวเองเก่ง เด็กที่มีความวิตกกังวลโดยเฉพาะเข้าสังคมไม่ค่อยเก่ง
เด็กที่เป็นออทิสติก หรือว่าเด็กที่มีภาวะซึมเศร้า กลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเกม ทําให้เวลารักษาทุก
วันนี้ นอกจากรักษาโรคที่เขาเป็นอยู่แล้ว ยังต้องเหนื่อยมากขึ้นในการรักษาโรคที่ติดเกม แล้วพอติดเกมมัน
ทําให้ภาวะที่เขาเป็นอยู่แล้วมันทรุดลง
เมื่อ E-Sport ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ทําให้สัดส่วนของเด็กที่ป่วยลักษณะนี้เพิ่มขึ้นหรือไม่
เพิ่มขึ้นแน่นอน อย่างสถิติของโรงพยาบาลศิริราชพบว่า ในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 400% คือ 4
เท่า แต่บางที่ บางสถาบันเพิ่มถึง 700% คือ 7 เท่า คือเพิ่มขึ้นเยอะมากใน 2 - 3 ปีที่ผ่านมา
ส่วนใหญ่เด็กติดเกมอะไร
ส่วนมากเกมที่เด็กเล่นกันเป็นหลักคือ Moba, ROV, CUP G ก็กําลังมาแรง ตอนนี้ก็เลยกําลัง
ศึกษาไม่อย่างนั้นเราจะไม่รู้เลยว่า อะไรที่มันกําลังมอมเมาเด็กและบั่นทอนคุณภาพทรัพยากรคนใน
ประเทศ
วิธีการสื่อสารกันในครอบครัวควรเป็นอย่างไร
คงต้องสื่อสารทางบวก การประพฤติปฏิบัติปกติของพ่อแม่เวลาลูกเล่นเกมก็จะหงุดหงิด พอ
หงุดหงิดก็ใช้คําพูดไม่ดี ตําหนิแรง ๆ เหวี่ยง ประชดประชัน เหยียดหยาม การสื่อสารแบบนี้เด็กจะไม่ชอบ
54

