Page 56 - ESPORT
P. 56

มาก ๆ และก็จะไม่เคยได้ผล ยังไม่เคยเห็นว่ามีเด็กคนไหนที่ติดเกมมาก ๆ แล้วเลิกเพราะรําคาญแม่บ่น มี

               แต่เล่นมากขึ้นเล่นประชด เพราะฉะนั้นการสื่อสารในบ้านต้องปรับก่อน
                       ทัศนคติของพ่อแม่ต้องมองเรื่องการเล่นเกมว่ามันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กไปแล้ว การที่เรา

               จะห้ามหรือตัดมันออกไปชีวิตเด็กเลยมันเป็นไปไม่ได้ เราคงต้องดึงเด็กเป็นพวก ให้รู้สึกว่าพ่อแม่เข้าใจและ

               พร้อมที่จะรับฟังเขา ถ้าสามารถสร้างตรงนี้ได้ การสื่อสารเชิงบวกจะนําไปสู่ความร่วมมือ พออยู่ข้างเดียวกัน

               แล้วเราก็ค่อย ๆ ตั้งกติกากับเด็ก ค่อย ๆ ตั้งบทลงโทษตามมา แค่ทั้งนี้ทั้งนั้นเด็กที่ติดเกมแล้วจะไปแก้ที่หลัง

               ยากมาก ทางที่ดีพ่อแม่ต้องแก้ไว้ก่อนเลยตั้งแต่ลูกยังเล็ก ๆ ตั้งแต่เค้ายังไม่มีมือถือ smart phone เครื่อง
               แรกเป็นของตัวเอง คืออย่าหยิบยื่นให้ง่าย และก็ต้องมีกติกาที่เด็ดขาด มี curfew มือถือ มีการกําหนดเลย

               ว่าเล่นได้ช่วงไหน

                       จากวิจัยที่ผมทําพบเลยว่า หลักการที่ช่วยไม่ให้เด็กติดเกมมีอยู่ 3 ข้อหลัก ๆ อันแรกเลยคือ

               ภูมิคุ้มกันในบ้านต้องดี หมายถึงในบ้านต้องมีเวลาที่มีคุณภาพต่อกัน พ่อแม่มีเวลาพอสมควรให้ลูก

               สามารถพาเด็กทํากิจกรรมต่าง ๆ ได้ อันที่สองคือเด็กคนนั้นจะต้องถูกปลูกฝังวินัยตั้งแต่เล็ก ๆ อันที่สามคือ
               ลดโอกาสเข้าถึงเกมของเด็ก อย่าให้มีจํานวนเครื่องเยอะ เครื่องที่มีก็ต้องใส่ password เครื่องของพ่อแม่เอง

               ก็ต้องใส่ password ต้องมี finger print lock แล้วในบ้านผู้ใหญ่ก็ต้องไม่ตามใจเรื่องนี้ ต้องมี attitude ที่ไม่

               มองเครื่องพวกนี้เป็นมิตร คือหลาย ๆ คนมองว่าให้เด็กใช้พวกนี้แล้วอีกหน่อยจะได้เก่งไอที จะได้สร้างเอไอ

               จริง ๆ ไม่ใช่เลย เด็กที่ expose กับสิ่งเหล่านี้ ไม่ต้องเป็นไอทีหรือเอไอหรอก แค่เรียนให้จบ ม. 6 ก็ยากแล้ว


               ข้อเสนอแนะในการป้องกัน รักษา โรคติดเกมอย่างเป็นระบบ

                       ที่พูดไปก่อนหน้านี้คือมิติของครอบครัว แต่ทางด้านของโรงเรียน ของภาครัฐถือว่าอ่อนแอมาก
               โรงเรียนเองก็ยังปรับตัวไม่ทันกับเรื่องนี้ หลายโรงเรียนยังมีทัศนคติเชิงบวกกับเรื่องนี้ คือ naive มาก มอง

               มุมบวกด้านเดียวว่ามีเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยเด็กในการเรียนรู้ ทั้งที่ความเป็นจริงกี่โพลต่อกี่โพลที่สํารวจ

               ว่าเด็กไทยใช้อินเตอร์เน็ตทําอะไรบ้าง พบว่าใช้เพื่อการศึกษาจริง ๆ  มีไม่ถึง 5% ที่ใช้หาข้อมูล ทํารายงาน

               หรือใช้ในการเรียนรู้ 95% เป็นเรื่องของ entertainment ดู youtube ฟังเพลง เล่นเกม ติดตามดารา
               เพราะฉะนั้น 95% เด็กหมดเวลาไปกับ social media จริงอยู่ว่าบางโรงเรียนเอามาใช้ในการศึกษาแบบ

               ควบคุม แบบล็อกบาง web แบบนั้นก็มีประโยชน์ แต่หลายโรงเรียนยอมให้เด็กเอามาโดยที่ไม่มีระบบ

               ป้องกัน  พอทําแบบนั้นก็ทําให้เวลาเด็กว่าง เด็กก็เอาขึ้นมา หรือแม้กระทั่งเวลาเรียน ถ้าเด็กบางคนที่

               ควบคุมตัวเองไม่ได้ หลบไปอยู่หลังห้องแล้วก็เอาออกมาเล่นตลอด บางโรงเรียนตระหนักก็มีระบบป้องกัน

               เช่น พอมาตอนเช้าก็เอามาใส่ locker ใส่ตะกร้าเอาไว้ แต่ก็ไม่ใช่วิธีป้องกันได้ 100% บางคนก็เอามา 2
               เครื่องตบตาอาจารย์ เก็บสเปกตํ่าไว้กับอาจารย์ เก็บสเปกสูง ๆ ที่เล่นเกมได้ไว้กับตัว บางคนมี 4 เครื่องแจก

               เพื่อนด้วยเพื่อเล่นร่วมกัน วิธีนี้เลยไม่ใช่วิธีปกป้อง 100% แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทําอะไรเลย






                                                           55
   51   52   53   54   55   56   57   58   59   60   61