Page 40 - CHIA-ตือโละปาตานี
P. 40
38 39
ส่วนการรับซื้อข้าวจากชาวบ้านนั้น จะรับซื้อทั้งแบบเลียง และเฉพาะข้าวเปลือก ราคารับซื้อ เจ้าของพื้นที่ก็ลงทุนในส่วนของค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ส่วนผู้ที่ไม่มีพื้นที่ทำานาเป็นของตนเองก็สามารถ
อยู่ที่กิโลกรัมละ 8-12 บาท เมื่อนำามาสีจะขายเป็นข้าวสารที่ราคากิโลกรัมละ 25-40 บาท ขึ้นอยู่ ที่จะมาลงแรงในการปลูก การดูแล และการเก็บเกี่ยว โดยผลผลิตที่ได้จากที่นาจะแบ่งออกเป็น
กับชนิดพันธุ์ข้าว แต่ละวันขายได้ไม่ต่ำากว่า 5 ถัง (ถังละ 16 กิโลกรัม) หากเมื่อใกล้ถึงฤดูทำานา คนใน 2 ส่วนเท่าๆ กัน ผลผลิตจากที่นาประมาณ 3 ไร่ สามารถที่จะทำาให้ครัวเรือนที่มีสมาชิกประมาณ
ชุมชนก็สามารถมาเลือกซื้อข้าวเปลือกที่ร้านตามชนิดพันธุ์ที่ต้องการ ราคาก็จะอยู่ที่ประมาณกิโลกรัม 5 คน มีข้าวเก็บไว้กินได้ตลอดทั้งปี หรือหากมีความขยันมากพอ ก็สามารถที่จะไปลงแรงทำานาใน
ละ 15-20 บาท ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ข้าวเช่นเดียวกัน เช่น ราคาขายพันธุ์ข้าวเล็บนก อยู่ที่กิโลกรัมละ พื้นที่อื่นๆ เพื่อที่จะนำาข้าวที่เหลือจากการแบ่งไว้กินในครัวเรือนไปขายเพื่อนำารายได้มาสู่ครอบครัว
15 บาท ข้าวสังข์หยด กิโลกรัมละ 20 บาท เป็นต้น
ภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร
ในนาไม่ได้มีแต่ข้าว ถ้าไม่ขี้เกียจก็ไม่อดตาย ไม่เพียงแต่ในพื้นที่อำาเภอเทพา หากชุมชนโดยรอบตือโละปาตานี ต่างมีวิถีชีวิตที่คล้ายคลึง
ปลาน้ำาจืดที่อาศัยอยู่ในคูคลองใกล้กับที่นา หรือแม้แต่ในที่นาเอง เป็นแหล่งอาหารที่ทั้ง กัน มีการปลูกข้าว ไว้สำาหรับกินในครัวเรือน แม้ในบางพื้นที่ที่นาอยู่ใกล้กับทะเล ก็สามารถปลูกข้าว
เจ้าของที่นาและคนในชุมชนสามารถที่จะมาจับไปรับประทานได้เกือบตลอดทั้งปี นอกจากนี้ในพื้นที่ ได้ผลผลิตดี หากในช่วงระยะเวลาประมาณ 20 ปีที่ผ่านมาภัยเงียบอย่างหนึ่งที่เข้ามาคุกคามต่อ
อำาเภอเทพาเรายังพบเห็นการปลูกยางพาราร่วมกับการทำานาปลูกข้าว อันเนื่องมาจากในฤดูฝนที่ วิถีการทำานาปลูกข้าว โดยที่หลายคนก็ไม่ได้คาดคิดคือ “การเลี้ยงกุ้ง” ซึ่งส่งผลให้นาข้าวเสียหาย
ไม่สามารถกรีดยางได้ จะตรงกับช่วงฤดูทำานา และในช่วงที่ยางผลัดใบไม่สามารถกรีดยางได้ ก็จะ ทั้งจากระบบน้ำาที่ใช้สำาหรับการเลี้ยงกุ้ง น้ำาเสีย หรือการเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจากการทำานา
ตรงกับช่วงเกี่ยวข้าว ทำาให้ตลอดทั้งปีชาวบ้านจะมีกิจกรรมทำาโดยตลอด หากเมื่อหมดฤดูทำานา เป็นการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งเมื่อผ่านไประยะหนึ่งการเลี้ยงกุ้งไม่ได้ให้ผลผลิตที่ดีเหมือนในระยะแรก ก็ทำาให้
ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็จะทิ้งที่นาไว้เฉยๆ เพื่อเป็นการพักดินให้ดินได้ฟื้นตัว ที่ดินดังกล่าวไม่สามารถใช้ประโยชน์สำาหรับการเพาะปลูกได้อีกต่อไป
คำาพูดหนึ่งที่เราได้ยินจากชาวเทพาบ่อยครั้งคือ “ถ้าไม่ขี้เกียจ ก็ไม่อดตาย” อันเนื่องมาจาก อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง เป็นเพียงหนึ่งในภัยคุกคามที่มีต่อวิถีชีวิต และความมั่นคงทางอาหาร
ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและสภาพแวดล้อมในอำาเภอเทพา อาหารที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ของชุมชน หากในความเป็นจริง วิถีข้าว วิถีชาวนาของคนในชุมชน ยังต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคาม
ทั้งบนบกและในทะเล แม่น้ำาและสายน้ำาย่อยๆ นำาพาความอุดมสมบูรณ์จากภูเขามาสู่ดินแดน อีกมากที่จะส่งผลให้วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต โดยเฉพาะมลพิษทั้งทางน้ำาและทางอากาศ
ปากแม่น้ำาก่อนออกทะเล ช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคนกลับมาทำานากันเพิ่มมากขึ้น นาที่เคยทิ้งร้าง จากอุตสาหกรรม หรือการผลิตไฟฟ้าที่ไม่เป็นมิตรกับวิถีการเกษตรของชุมชน และก่อให้เกิดความเสี่ยง
ก็มีข้าวสายพันธุ์ต่างๆ ปลูกอยู่เต็มพื้นที่ โรงสีก็รับซื้อข้าวเพิ่มมากขึ้น อำาเภอเทพาอาจจะเป็นหนึ่ง ต่อพืชต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ข้าว” ซึ่งเป็นพืชที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
ในไม่กี่ที่ในประเทศไทยที่ถึงแม้จะไม่มีที่ทำากิน ไม่มีเงิน ก็สามารถที่จะมีข้าวกิน มีรายได้ โดยการ จึงเป็นพืชที่มีความเสี่ยงสูงมากหากมีการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าถ่านหิน และที่สำาคัญคือพื้นที่ทำานาใน
เอื้อเฟื้อและแบ่งปันที่เป็นวิถีชีวิตของคนอำาเภอเทพามาช้านาน บ้านใดมีพื้นที่ทำานาเป็นจำานวนมาก อำาเภอเทพาเกือบทั้งหมดอยู่ห่างจากพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาที่ระยะประมาณ 4-10 กิโลเมตร
และในช่วงระยะเวลาปลูกข้าวระหว่างเดือนพฤศจิกายนที่เริ่มดำานา จนถึงเดือนมีนาคมที่เป็นช่วง
เวลาเก็บเกี่ยว ในช่วงเดือนดังกล่าวกระแสลมจะพัดจากทาง
2
© จันทร์กลาง กันทอง/กรีนพีซ © เขมวไล ธีรสุวรรณจักร ทิศตะวันออก ซึ่งแปลงนาเกือบทั้งหมดของชุมชนจะตั้งอยู่
ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จากโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจึงทำาให้มี
ความเสี่ยงจากการได้รับมลพิษทางอากาศเพิ่มมากยิ่งขึ้น
2 ข้อมูลจากรายงาน EHIA โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ฉบับสมบูรณ์
(ฉบับนำาเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อพิจารณา)

