Page 225 - PDF_merged
P. 225

ขณะนั้นแวดวงสาธารณสุขยังไม่มีเรื่องของพาลาทีฟ แคร์ เมื่อ
                ชีวิตมาถึงวาระสุดท้าย  แม้จะเจ็บปวด  แต่แม่ก็จากไปอย่างสงบ

                มีสติรู้ตัว ไม่ทุรนทุรายทุกข์ทรมานมากนัก
                       “ด้วยความที่เราเป็นพยาบาล  เราอยากยื้อชีวิตแม่ให้อยู่

                นานที่สุด แต่พอถึงจุดที่แม่ปวดจนทนไมได้ มีเสียงคราง เราจึง
                พบว่าที่เราอยากให้แม่อยู่ เป็นการอยู่เพื่อตัวเราเอง พอหลังๆ
                มาก็เริ่มบอกแม่ว่าแม่จะไปก็ไปเถอะ แม่มีทุกขเวทนาในช่วง

                ท้าย สมัยก่อนไม่มีการให้ยามอร์ฟีนระงับปวดเหมือนสมัยนี้ที่
                ท�าให้คนไข้สบาย ไม่ต้องทนทรมาน ขนาดน้องสาวเป็นหมอ

                ยังบอกให้ใส่ท่อช่วยหายใจแล้วให้ยานอนหลับ พอแม่สงบ ก็ให้
                น้องเขยที่เป็นหมอช่วยเอาท่อออกให้ แม่มีสติอยู่พักหนึ่งแล้ว
                ค่อยหมดลม

                       “ถ้าตอนนั้นมีวิธีการที่ดีกว่านี้ แม่ก็คงไม่ต้องใส่ท่อ แต่
                จะให้ลูกนั่งมองแม่แล้วหมดลม ทรมาน เราก็ทนไม่ได้ หรือจะ

                ใส่ท่อแล้วท�าให้เขามีชีวิตแค่ยื้อ ไม่มีคุณภาพชีวิต คนอยู่ก็ต้อง
                ถามตนเองว่าเราท�าถูกไหม”
                       จากประสบการณ์ที่ได้เห็นการจากไปของแม่ สุรีย์พบ

                ว่าช่วงสุดท้ายในการจากไปของผู้ป่วยเป็นเรื่องที่ญาติตัดสินใจ
                ล�าบากที่สุด  เพราะเป็นโอกาสที่เลือกตัดสินใจได้เพียงครั้งเดียว

                เท่านั้น  ขนาดเธอเป็นพยาบาลที่พอมีประสบการณ์ในการดูแล
                ผู้ป่วยมาก่อนยังลังเล ไม่แน่ใจ จุดนี้ท�าให้เธอสนใจและเห็น
                คุณค่าของการท�างานกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย และปรารถนาให้

                ผู้ป่วยได้จากไปอย่างสงบ





                224 ข้ อ ส อ บ สํ า คั ญ ชื่ อ ‘ค ว า ม ต า ย’
   220   221   222   223   224   225   226   227   228   229   230