Page 7 - 180.สาระจากเวที เติมหัวใจให้สังคม ครั้งที่ 3 ตติยบท
P. 7
เ ก ริ่ น น ำ . . .
คื อ ค ว า ม ง่ า ย ง า ม . . . ต า ม วิ ถี แ ห่ ง ก า ร ใ ห้
ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ดั่งดอกไม้บาน
ภูผาใหญ่กว้าง ดังสายน้ำฉ่ำเย็น ดังนภากาศ อันบางเบา
น้อยครั้งนัก ที่ชีวิตหนึ่งจะได้มีโอกาสมานั่งผ่อนพัก เฝ้าดูลมหายใจ สงบ
กาย สงบความคิด แล้วเพ่งดูจิตตัวเอง
การอยู่กับตัวเองดูเหมือนง่าย แต่ใครที่บอกว่ารักและรู้จักตัวเองนักหนา
ลองมานั่งนิ่งๆ อยู่กับตัวเองสักพัก จะรู้ว่ามันไม่ง่ายเลยจริงๆ มันฟุ้งซ่าน แส่ส่าย
วุ่นวายเหมือนลิงจอมซน และจะรู้ว่าสิ่งที่ยากยิ่งเหนือสิ่งใดก็คือการหยุดคิด โดย
เฉพาะการคิดแต่เรื่องของตัวเองและเพื่อตัวเอง
การหยุดคิดแม้เพียงสักห้าวินาทีก็แสนยาก แต่เมื่อใดที่ทำได้ แม้เพียง
วินาทีก็จะพบว่ามันเป็นสิ่งวิเศษสุดที่ชีวิตหนึ่งควรได้ลิ้มชิมรส หลายคนที่เคยสัมผัส
แล้วบอกว่า นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของ “การให้” ที่ยิ่งใหญ่ เพราะถ้าหยุดคิดเรื่อง
ของตัวเองได้ ธรรมชาติของจิตก็จะคิดเรื่องของการให้ผู้อื่นเอง ส่วนจะให้ในรูปแบบ
ไหนก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน
เรื่องของ “การให้” จึงเป็นไปได้หลากหลายแบบ หลายวิธี และตัวอย่าง
ดีดีก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป วิธีหนึ่งที่แสนง่าย คือการให้ในรูปแบบของความสัมพันธ์
หมายถึงการปฏิบัติต่อกันด้วยความอ่อนน้อม โอบอ้อมอารี การให้อภัย เห็นอก-
เห็นใจซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ความสัมพันธ์ในระดับของคนใกล้ชิดในครอบครัว เพื่อน
สนิท หรือเพื่อนร่วมงาน จนถึงระดับผิวเผินในแบบของคนที่พบกันชั่วครู่ชั่วยาม
ถ้าอยากรู้ว่าจะ “ให้” อย่างไรดี ก็ลองคิดดูสิว่าเราอยากให้คนอื่นปฏิบัติ
ต่อเราอย่างไร แล้วเรามีความสุขแค่ไหนเวลาเราได้รับสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็น การ
ชื่นชมยกย่อง การให้เกียรติ การมีน้ำใจช่วยคนที่เดือดร้อน การพูดจาดีดี ไม่พูดคำ
หยาบ หรือสาดโคลนใส่กัน การไม่ทำร้ายจิตใจ ไม่ทำลายความหวังของคนอื่นๆ
เพียงแค่นี้ก็นับเป็น “การให้” ที่แสนง่ายและงดงามอย่างยิ่งแล้วมิใช่หรือ !
บทจะง่ายก็ง่ายเสียจริงหนอ เจ้า “การให้” นี่
อ้าว ดูสิ ! ลมหายใจหายไปไหนอีกแล้ว เฝ้าดูอยู่แท้ๆ ยังไถลไปไหน
ต่อไหนจนได้
ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ดั่งดอกไม้บาน
ภูผาใหญ่กว้าง ดังสายน้ำฉ่ำเย็น ดังนภากาศ อันบางเบา
....................

