Page 251 - art-HIA-22.indd
P. 251

¡ÒûÃЪØÁÇÔªÒ¡Òà HIA àÃ×èͧ ¼Å¡Ãзº¢Í§¡Ãкǹ¡ÒûÃÐàÁÔ¹¼Å¡Ãзº·Ò§ÊØ¢ÀÒ¾ ครั้งที่ 1
                                   วันที่ 26-27 มกราคม พ.ศ.2558 ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพมหานคร           251




                  6. กลไกเสริมหนุนก�รประเมินผลกระทบท�งสุขภ�พ

                         การประเมินผลกระทบทางสุขภาพในแต่ละกรณีจะมีโอกาสประสบความสำาเร็จได้มากขึ้น หากมีกระบวนการ
                  สนับสนุนที่เอื้ออำานวยให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพของบุคลากรในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การประเมิน
                  ผลกระทบทางสุขภาพจึงควรมีกลไกเสริมหนุนอย่างน้อย 6 ด้านด้วยกันคือ
                         1. ก�รจัดระบบฐ�นข้อมูลร�ยชื่อของผู้ที่ทำ�ง�นด้�นก�รประเมินผลกระทบท�งสุขภ�พ (หรือคลังคน
                  HIA) เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการเชิญชวนให้เกิดการร่วมคิดร่วมคุย และนำาเสนอนโยบาย/แผนงาน/โครงการ ที่ควร

                  ทำาการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ นอกจากนั้น คลังคน HIA ช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถคัดเลือกคณะกรรมการ
                  กำากับทิศทางที่หลากหลายและเหมาะสม  หรือช่วยให้คณะกรรมการกำากับทิศทางได้เชิญให้ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง
                  ทั้งในภาควิชาการและภาคท้องถิ่นมาร่วมในการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ และในการพิจารณาตรวจสอบและทบทวน
                  ร่างรายงานการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ เพื่อความครบถ้วนและความสมบูรณ์ในการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ
                         2. ก�รจัดฝ กอบรมด้�นก�รประเมินผลกระทบท�งสุขภ�พให้กับบุคล�กรที่เกี่ยวข้องในส�ข�นโยบ�ย
                  ต่�งๆ  อย่างต่อเนื่องเป็นประจำา  เพราะการจัดฝึกอบรมดังกล่าวจะเป็นการทำางานเชิงรุกที่นอกจากจะช่วยให้บุคลากร
                  ฝ่ายต่างๆ  เข้าใจในแนวคิดของการประเมินผลกระทบทางสุขภาพมากขึ้นแล้ว  ยังมีส่วนช่วยแนะนำาและแลกเปลี่ยน
                  แนวคิดเกี่ยวกับทางเลือกเชิงนโยบาย ทางเลือกเชิงเทคโนโลยี และทางเลือกในระดับปฏิบัติการที่จะเป็นผลดีต่อสุขภาพ
                  ซึ่งการได้แลกเปลี่ยนและการเรียนรู้ร่วมกันเช่นนี้จะยิ่งช่วยให้ทางเลือกที่เป็นผลดีต่อสุขภาพได้ถูกนำาไปเป็นส่วนหนึ่ง

                  ในการกำาหนดนโยบายสาธารณะ ตั้งแต่ยังมิได้ประเมินผลกระทบทางสุขภาพเสียอีก
                         3. ก�รจัดทำ�คู่มือก�รประเมินผลกระทบท�งสุขภ�พที่จำ�เพ�ะเจ�ะจงกับเรื่องแต่ละประเด็นม�กยิ่ง
                  ขึ้น  เช่น  คู่มือการประเมินผลกระทบทางสุขภาพจากนโยบาย/แผนงาน/โครงการคมนาคมขนส่งต่างๆ  หรือคู่มือการ
                  ประเมินผลกระทบทางสุขภาพจากนโยบาย/แผนงาน/โครงการพลังงานรูปแบบต่างๆ ทั้งพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป และ
                  พลังงานหมุนเวียน  หรือคู่มือการประเมินผลกระทบทางสุขภาพจากนโยบาย/แผนงาน/โครงการด้านการเกษตรและ
                  อาหาร คู่มือการประเมินผลกระทบทางสุขภาพจากนโยบาย/แผนงาน/โครงการด้านสวัสดิการสังคม เป็นต้น
                         4. ก�รทบทวนและเสนอค่�ม�ตรฐ�นในก�รประเมินผลกระทบท�งสุขภ�พ  โดยทำาเป็นกระบวนการ

                  systematic review เพื่อพิจารณาปรับ หรือเพิ่ม หรือลดมาตรฐานผลกระทบทางสุขภาพ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพ
                  สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยทางด้านอาหาร ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางปัจจัยเศรษฐกิจและสังคม และอื่นๆ
                  โดยอาจจะเสนอและคัดเลือกมาทำาทีละ 2-3 ประเด็น และมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำาเป็นต้องผูกกับการ
                  ประเมินผลกระทบทางสุขภาพเป็นรายโครงการ  ซึ่งการนำาเสนอค่ามาตรฐานดังกล่าวจะมีส่วนช่วยในการประเมินผล
                  กระทบทางสุขภาพในแต่ละกรณีได้อีกทางหนึ่งด้วย  แม้ว่า  การประเมินผลกระทบทางสุขภาพในแต่ละกรณีจะต้อง
                  พิจารณาความแตกต่างหลากหลายของบริบทในแต่ละกรณีด้วย
                         5. กลไกก�รเสริมหนุนผู้ได้รับผลกระทบที่ยังข�ดคว�มพร้อมในก�รดำ�เนินก�ร ในสภาพความเป็นจริง
                  หลักการ “ทำาด้วยกัน” ในการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ อาจประสบปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากความพร้อม
                  ในการดำาเนินการของภาคส่วนต่างๆ  นั้นแตกต่างกัน  ทั้งในด้านบุคลากร  ความเชี่ยวชาญ  และงบประมาณ  ดังนั้น

                  จึงควรจัดให้มีกระบวนการเสริมหนุนผู้ที่ขาดความพร้อม  ทั้งในด้านบุคลากรและองค์ความรู้  เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ
                  ของกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                         6. งบประม�ณสนับสนุนเพื่อเอื้อให้เกิดกลไกก�รหนุนเสริมก�รประเมินผลกระทบท�งสุขภ�พที่มี
                  »ÃÐÊÔ·¸ÔÀÒ¾ เพื่อส่งเสริมให้กลไกการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพของบุคลากรตามที่กล่าวมาทั้ง 5 ข้อ ข้างต้น
                  เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรจัดตั้งกองทุนหรืองบประมาณสนับสนุนการดำาเนิน
                  กิจกรรมต่างๆ  ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในส่วนการหนุนเสริมผู้ได้รับผลกระทบที่ยังขาดความพร้อมในการดำาเนินการ
                  นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านบุคลากร และองค์ความรู้ ควรมีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการดำาเนินกิจกรรมต่างๆ

                  ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้ของกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย
   246   247   248   249   250   251   252