is_mobile : is_tablet :

รู้ทันข่าวปลอม-ป้องกัน FAKE NEWS ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19



   ย้อนกลับไปช่วงเดือนมีนาคม 2563 ท่ามกลางกระแสความตื่นตระหนก และความสับสนอลหม่านของประชาชนในการเตรียมตัวให้พร้อมกับมลภาวะทางอากาศ “ฝุ่น PM 2.5” และโรคไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดหนักทั่วโลก “COVID-19” สถานการณ์ที่ไม่ปกติและเกิดขึ้นอย่างควบคู่กันดังกล่าว ทำให้ประชาชนแห่เดินทางไปต่อแถวรอซื้อหน้ากากอนามัย N95 อย่างล้นหลาม ซึ่งภายหลังกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาให้
ข้อมูลการเลือกใช้หน้ากากอนามัยให้ตรงจุดประสงค์อย่างชัดเจน จึงทำให้สถานการณ์การแย่งซื้อและกักตุนหน้ากาก N95 ผ่อนคลายลง

ขอบคุณภาพจาก www.billcounter.co.th

   จากกรณีข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ความพร้อมอย่างทันท่วงทีการนำเสนอข้อเท็จจริงจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขของประเทศ มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อภาวะการณ์ที่ไม่ปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ COVID-19   นอกจากการแถลงข่าวของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ที่รายงานสถิติของผู้ติดเชื้อ ผู้รักษาหายและผู้เสียชีวิต ทำให้เราทราบถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในประเทศไทยทางสื่อกระแสหลักแล้วนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า “สื่อโซเชียลมีเดีย” ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, YouTube และ Instagram เข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดเหมารวมของประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งอาจมีผู้แสวงหาผลประโยชน์เข้ามาบิดเบือนข้อมูล (Misinformation) ก่อให้เกิดการแพร่สะพัดของข่าวปลอม (Infodemic) ที่เป็นอันตรายไม่แพ้การระบาดหนักของไวรัส (Pandemic)

 

ขอบคุณภาพจาก facebook.com/AntiFakeNewsCenter
 

   รายงานผลสำรวจระหว่างวันที่ 4-14 พฤษภาคม 2563 จาก โครงการประเมินพฤติกรรมของประชาชนต่อข่าวปลอมช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโรค COVID-19 โดยใช้การสุ่มตัวอย่างจากประชาชนทั่วไป จำนวนตัวอย่าง 4,100 ราย พบว่าประชาชนมีดัชนีการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ 78.21%  โดยสามารถแยกข่าวจริงข่าวปลอมได้ถูกต้องและไม่แชร์ข้อความที่เป็นข่าวปลอม 57.6% โดยมีประชาชนเคยได้เห็นได้ยินได้อ่านข่าวปลอมในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ผ่านช่องทางของ Facebook มากถึง 51.1% โดย พบว่า 83.9% ของผู้ที่แชร์ข่าวเท็จเป็นการแชร์ผ่านทาง Facebook

ขอบคุณภาพจาก www.antifakenewscenter.com

 
   FAKE NEWS ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทยได้ออกมายืนยันว่าเป็นข่าวปลอมและรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันหยุดแชร์ มีมากมายหลากหลายเรื่อง อาทิ  
การต้าน COVID-19 ด้วยการรับประทานอาหารไทยปักษ์ใต้และข้าวหมาก การฆ่าเชื้อไวรัสด้วยน้ำเกลือและมะนาว การดื่มน้ำกระเทียมคั้นสด กาแฟสารสกัดจากธรรมชาติ น้ำขิงและน้ำกระชายผสมน้ำผึ้งมะนาว ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่กำลังเป็นที่พูดถึงและถูกส่งต่อ เพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวจริง ข่าวปลอม หรือเป็นข่าวบิดเบือน ได้จากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวในประเด็นต่างๆ นอกเหนือไปจากข่าวที่เกี่ยวกับ COVID-19 ด้วย
จำนวนข้อมูลมหาศาลในสื่อโชเชียลที่เราเสพ  มีทั้งข้อมูลจริงเท็จปะปนกัน  ยากที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะรับผิดชอบกำกับติดตามตรวจสอบความถูกต้อง   และฟันธงได้ว่าจริงหรือลวง   ดังนั้น จึงเกิดแนวคิดในการสร้างแพลทฟอร์มที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนมาร่วมแลกเปลี่ยนโต้แย้งข้อเท็จจริงและความเห็นได้  ในชื่อ 
CoFact ย่อมาจาก Collaborative Fact Checking  ซึ่งเปิดตัวเมื่อเร็วๆ นี้ ได้แนวคิดมาจากไต้หวันในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ยังไม่มีความเท่าทันเนื่องมาจากการนำเสนอเพียงด้านเดียว   โดยเชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาข่าวลวงในยุคดิจิทัล  ด้วยการทำให้ทุกคนกลายเป็นคนตรวจสอบข่าวหรือ Fact checker และสร้างพื้นที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกัน  มีตลาดทางความคิดเห็นที่หลากหลาย (Marketplace of Ideas) แยกแยะได้ระหว่างข้อเท็จจริง (Facts) และความคิดเห็น (Opinions) โดยเชื่อมั่นในวิจารณญาณของสังคม  ที่ร่วมกันเป็นชุมชนค้นหาความจริง นอกจากนี้ยังมี Chatbot หรือโปรแกรมการพูดคุยอัตโนมัติที่เปิดให้ทุกคนมาส่งข่าวให้ทีมกลั่นกรองได้  จากนั้นก็จะมีทีมเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ด้วย

 

 

กล่องข้อความ: ขอบคุณภาพจาก www.facebook.com/CofactThailand



   CoFact เป็นเทคโนโลยีภาคพลเมืองที่สร้างแพลตฟอร์มเชื่อมโยงความคิดเห็นที่แตกต่างในประเด็นเดียวกัน เพื่อให้ผู้ใช้เข้ามาแบ่งปันความคิดเห็นและข้อมูลต่อข่าวลวง เสมือนกระดานข่าวที่สามารถโต้ตอบหรือปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ได้ หากจะให้เปรียบเทียบอาจคล้ายกับวิกิพีเดียหรือเว็บบอร์ดพันทิพย์  สุภิญญา กลางณรงค์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ CoFact  ให้ข้อมูลว่า “ปรากฏการณ์ FAKE NEWS เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งเรื่องที่มีบทสรุปง่ายๆ หรือเรื่องที่ภายหลังจะเป็นที่ถกเถียง สิ่งที่เคยเป็นจริงเมื่อวานอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงวันนี้ เช่น การประกาศภาวะฉุกเฉิน สร้างความสับสนของข้อมูลข่าวสาร หรือความเข้าใจผิดด้านสุขภาพต่างๆ ซึ่ง CoFact ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องได้” ในปัจจุบันสามารถเข้าถึงข้อมูลของ CoFact ประเทศไทยได้ทางเว็บไซต์ Facebook และ Twitter นอกจากนี้ยังเปิด Line Account ในชื่อ @cofact ที่ผู้ใช้สามารถส่งข่าวมาให้ทีมกลั่นกรองโดยจะเผยแพร่ผลการตรวจสอบให้ทราบในภายหลัง
ทั้งนี้ CoFact ยังต่อยอดจากประเด็นที่ถูกตั้งคำถามจากผู้ใช้ ไปจนถึงการสำรวจและรวบรวมสถิติความนิยมของประชาชนว่ามีแนวโน้มที่จะสนใจ
“นโยบายสาธารณะ” ในเรื่องใดบ้าง เป็นผลดีต่อหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคมที่ทำงานในด้านการส่งเสริมและสนับสนุนนกระบวนการนโยบายสาธารณะ (Public Policy Process) ทำให้ทั้งผู้ใช้และผู้ให้บริการเข้าใจกันมากขึ้น สื่อสารกันตรงประเด็นและเอื้อต่อการพัฒนาสังคม สร้างเครือข่ายในระดับพลเมืองบนความหลากหลายต่อไปในอนาคต


   ในต่างประเทศ องค์การสหประชาชาติ ได้เผยแพร่บทความที่น่าสนใจในเรื่องของ FAKE NEWS ในบทความเรื่องการรับมือต่อข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนและอาชญากรรมด้านไซเบอร์ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 โดยเลขาธิการสหประชาชาติ นายแอนโตนิโอ กูเตเรส (António Guterres) ได้โพสต์ข้อความลงในทวิตเตอร์เกี่ยวกับประเด็นนี้เอาไว้ว่า "ศัตรูที่เราทราบกันดีคือ COVID-19 แต่ศัตรูที่พ่วงมาด้วยคือ การแพร่ระบาดของข่าวลวงและข่าวลือ (Infodemic) และเพื่อที่จะเอาชนะไวรัสโคโรนา เราจำเป็นต้องส่งเสริมข้อเท็จจริงและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ โดยที่เราต้องนำเอาความหวังและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เข้าต่อสู้กับความสิ้นหวังและความแตกแยก" ซึ่งทางองค์การสหประชาชาติได้สร้างการสื่อสารในรูปแบบ Infographic ที่เข้าใจง่ายในหมวดที่มีชื่อว่า Myth busters ที่ช่วยไขข้อข้องใจต่างๆ เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วยป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้หรือไม่ หรือ การฉีดพ่นแอลกอฮอล์ หรือคลอรีนใส่ตามตัว สามารถฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ไหม? สื่อสร้างสรรค์นี้ทำออกมาในรูปแบบที่อ่านง่าย ชัดเจน และสามารถดาวน์โหลดได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ 


   นอกจากเรื่องการรู้เท่าทันและป้องกันการแพร่ระบาดของข่าวปลอม  สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือ การสร้างวัฒนธรรม Fact checker ที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นทำได้ด้วยการตรวจสอบข้อมูลของข่าวที่ได้รับมาจากสื่อโซเชียลมีเดียที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมโดยกว้างและอาจสร้างความตื่นตระหนก เท่านี้เราก็จะสามารถรู้ทันข่าวปลอม ป้องกัน FAKE NEWS ให้หยุดแพร่ระบาด ไม่ให้ติดต่อเหมือนไวรัสโคโรนา 2019

 

   จึงกล่าวได้ว่ากระบวนการตรวจสอบร่วมกันของสังคมออนไลน์ผ่านทางแพลตฟอร์ม CoFact หรือการฟอร์มทีมเฝ้าระวังภาคประชาสังคมในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มความรู้เท่าทันด้านสุขภาพ (Health literacy) หรือความแตกฉานด้านสุขภาพ ได้แก่ ความสามารถในการค้นหา เข้าถึง ทําความเข้าใจ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ ตามธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559 ที่ได้แสดงเจตนารมณ์เอาไว้ถึงแนวโน้มของสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า ดังนั้น การหาข้อเท็จจริงร่วมกันจะช่วยให้ผู้คนในสังคมมีความเห็นอกเห็นใจ รอบคอบ และสนับสนุนกันด้วยข้อมูลที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง แม้ในสถานการณ์ปกติ ปราศจากการแพร่ระบาดของไวรัสก็ตาม 

 

 
 


ชื่อผู้แต่ง: 
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)
ปีที่พิมพ์/เผยแพร่: 
2563
คำค้น: 
รู้ทันข่าวปลอม-ป้องกัน FAKE NEWS ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 , FAKE NEWS