ลงมือให้ไว แก้เงื่อน 2 มหันตภัยร้าย “ฝุ่น PM 2.5 - โควิด-19”

2. ลงมือให้ไว แก้เงื่อน 2 มหันตภัยร้าย “ฝุ่น PM 2.5 - โควิด-19”
 

เมื่อวิกฤตร้าย “ฝุ่น PM 2.5” และ “โควิด-19” (COVID-19) โรคอุบัติใหม่จากไวรัสโคโรนา 2019 ที่เหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่กลับกลายเป็นความเชื่อมโยงที่อยู่ใกล้ และคุกคามชีวิตคนไทยทุกคนอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะในการดำเนินวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ที่กำลังเกิดขึ้นหลังจากนี้

 

 
          ไม่ใช่แค่ รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะ นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ฉายภาพให้เห็น
 

“ผู้อยู่อาศัยในบริเวณมีมลพิษอากาศ มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น”

 
 
          หากแต่มหันตภัยที่แน่ชัดแล้วว่าจะยิ่งทวีความรุนแรง และสร้างความเสียหายที่ยากเกินควบคุม เมื่อมาแบบแพคคู่ ถูกย้ำโดย รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ระบุไปในทางเดียวกันว่า มลพิษทางอากาศอย่างฝุ่น PM 2.5 คือประตูเชื่อมสู่ความเสี่ยงจากโควิด-19 และถ้าหากปล่อยไว้จะทำให้ต้นทุนความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์ ทบทวีเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกหลายเท่าตัว (
https://greennews.agency/?p=20872)


 

          “งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า มลพิษทางอากาศนั้นมีผลต่อสุขภาพปอด เป็นผลให้ผู้อยู่อาศัยในบริเวณมีมลพิษอากาศ มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็น่าจะหมายรวมถึงไวรัสที่ก่อโรคโควิด-19 ซึ่งกำลังระบาดอยู่ ณ ปัจจุบันด้วย” รศ.ดร.วิษณุ กล่าว

 

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

(ที่มา : https://www.nxpo.or.th/th/personnel/328/)

 
 
           
ถึงเวลาลงมือแก้ไข ก่อนที่ไทยจะเสีย “อะไร” มากกว่านี้

          แม้รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาฝุ่นพิษโดยดันเป็นวาระแห่งชาติ และคลอดแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนไปเมื่อปลายปี 2562 แต่นั่นอาจไม่เพียงพอที่จะรับมือกับมหาวิกฤต ฝุ่น PM 2.5 และ โควิด-19 ในยุควิถีชีวิตใหม่ได้อีกต่อไป    

          เพราะข้อมูลล่าสุดจาก ผศ.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประเมินความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท (
https://news.thaipbs.or.th/content/291842) และนับจากปี 2563 คนไทยทั่วประเทศเกือบ 11 ล้านคน อาจว่างงานยาวนานถึง 2 ปี (https://www.thairath.co.th/news /business/ 1836826) ส่วนตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสอยู่ที่ 3,000 กว่าคน เสียชีวิต 56 คน ข้อมูล ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 (https://www.bangkokbiznews.com/news/ detail/881533) ซึ่งกว่าจะมีวัคซีนป้องกันที่สามารถใช้ในมนุษย์ได้จริง ต้องใช้เวลาวิจัยเร็วที่สุดไม่ต่ำกว่า 2 ปี
 

 
 
          เมื่อรวมกับมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจของฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทย ที่กรีนพีซได้ประเมินไว้ในรายงานวิจัยที่ทำร่วมกับ AirVisual ว่า ปี 2562 ที่ผ่านมา มลพิษทางอากาศแค่ในพื้นที่ 6 หัวเมืองใหญ่ของไทย สร้างความสูญเสียทางสุขภาพและเศรษฐกิจให้กับประเทศแล้วกว่า 200,000 ล้านบาท เหตุกระทบต่อสุขภาพของประชาชน จนนำไปสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจหลากหลายรูปแบบ เช่น การเจ็บป่วยที่เกิดจากมลพิษทางอากาศ ทำให้ผู้ป่วยต้องหยุดเรียน หยุดงาน เพิ่มรายจ่ายด้านสุขภาพ ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจถดถอย แถมปัญหามลพิษยังเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อและป่วยหนักจากไวรัสก่อโรคโควิด-19 อีกด้วย (
https://greennews.agency/?p=20872) โดย กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองที่ได้รับความเสียหายทางสุขภาพและเศรษฐกิจจากมลพิษทางอากาศมากที่สุดในประเทศไทย คิดเป็นมูลค่าโดยประมาณ 194,932 ล้านบาท ในขณะที่ จ.เชียงใหม่ จ.ชลบุรี จ.ขอนแก่น  จ.สมุทรสาคร และ จ.ระยอง เป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศรุนแรงรองลงมา
 
 
 
  
โดยสถิติปีนี้พบว่า ผลการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากฝุ่น PM 2.5 ระหว่างเดือนมกราคม – เดือนกุมภาพันธ์ 2563 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่เปิดเผยว่า มลพิษฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพมหานคร ก่อให้เกิดค่าเสียโอกาสด้านสุขภาพ ด้านการท่องเที่ยว และค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจอื่นที่อาจได้รับผลกระทบ จากการที่ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรวมราว 3,200–6,000 ล้านบาท (
https://greennews.agency/?p=20872)
 

 
ยิ่งเมื่อเทียบกับจังหวัดที่ได้ประทานบัตรสำหรับการทำเหมืองแร่ต่างๆ หนึ่งในต้นตอที่ก่อให้เกิดฝุ่นพิษจิ๋ว PM 2.5  มีหัวเมืองใหญ่ที่สร้างมลพิษทางอากาศในข้างต้นได้รับประทานบัตรอยู่ถึง 4 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่   จ.ชลบุรี จ.ขอนแก่น และ จ.ระยอง จากทั้งหมดที่ได้รับประทานบัตร 57 จังหวัด (http://www1.dpim.go.th/dt/pper/ 000001329102786.pdf) ซึ่งมีเหมืองแร่เปิดทำการทั่วประเทศมากถึง 1,083 แห่ง กระจุกตัวอยู่ใน ภาคกลางมากที่สุด 397 แห่ง รองลงมาคือภาคเหนือ 291 แห่ง และภาคใต้  180 แห่ง (
http://www1.dpim.go.th/mne/mnrid.php)
 
 
 

 

เมื่อ 2 สถานการณ์มหันตภัยร้ายสุขภาพมาบรรจบกันพอดี และหนทางแก้ไขก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงเป็นช่วงเวลาที่ทุกคน ทุกฝ่าย ทั้งส่วนกลาง ท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ ต้องผนึกกำลังและตัดสินใจลงมือป้องกันและแก้ไขปัญหากันให้ไว โดยเฉพาะในเรื่องการกระจายอำนาจให้ชุมชนพื้นที่เป็นฐานรากในการดำเนินการป้องกันและฟื้นฟู ก่อนที่ประเทศไทยจะเสียหายไปมากกว่านี้

 

อ่านต่อ>>>                                                                                                              <<<ย้อนกลับ