is_mobile : is_tablet :

สูงวัยพิจิตร ปรับตัวปรับใจ ในวิกฤติโควิด-19

สูงวัยพิจิตร ปรับตัวปรับใจ ในวิกฤติโควิด-19

   ย้อนกลับไปในวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ขณะที่คนทั่วโลกกำลังมีความสุขกับการก้าวเข้าสู่วันปีใหม่ 2563   กลับพบว่าที่เมืองอู่ฮั่น  ประเทศจีน กำลังเผชิญกับโรคที่ก่อให้เกิดปอดอักเสบโดยไม่ทราบสาเหตุ    ประเทศไทยจึงเริ่มคัดกรองผู้โดยสารเที่ยวบินตรงจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนต้นตอการระบาด พร้อมเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินหรือศูนย์อีโอซี (EOC) ขึ้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ในวันที่ 4 มกราคม 2563 

   จากโรคปอดอักเสบจากอู่ฮั่น สู่ปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรน่า และได้รับการประกาศชื่อโดยองค์การอนามัยโลกว่า COVID-19 (โควิด-19) ภายหลัง  ในห้วงระยะเวลากว่า 4 เดือน ประเทศไทยมีมาตรการต่างๆ ออกมาเป็นระลอก จนได้อาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548  ประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563   

นับแต่มีข่าวโรคระบาดที่เกิดขึ้น  จังหวัดพิจิตรติดตามสถานการณ์และเตรียมการรับมืออย่างแข็งขัน และยังเป็นจังหวัดที่ปลอดผู้ติดเชื้อมาตลอด (ข้อมูล 12 พฤษภาคม 2563)  ด้วยโรคนี้ส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุโดยตรง  จังหวัดพิจิตรซึ่งมีผู้สูงอายุมากติดอันดับ 10 ของประเทศ  https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1261713  จึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ มีหลายภาคส่วนร่วมมือกัน  ชมรมผู้สูงอายุจังหวัดพิจิตรซึ่งมีความเข้มแข็งมากต้องปรับตัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  

 

ติดสังคมยุคใหม่ ลี้ภัยโควิด-19

การย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 ของชมรมผู้สูงอายุจังหวัดพิจิตร ปีนี้นับว่าเป็นปีที่ลำบากจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ไม่แตกต่างจากชุมชนหลายแห่งในไทยและต่างประเทศ แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของชมรมผู้สูงอายุพิจิตร “ผู้สูงอายุต้องมีสุขภาพดีเป็นหลักชัย ภาคีร่วมใจสร้างสังคมสามวัยได้เท่าเทียมกัน”  ยังคงยึดอยู่ในหัวใจของสมาชิกทุกคน ซึ่ง “สามวัย” ในที่นี้คือ วัยสูงอายุ วัยแรงงาน และวัยเด็ก-เยาวชน โดยชมรมฯ หวังว่าทุกคนจะข้ามผ่านสถานการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นไปได้ https://www.facebook.com/groups/232546566861123/?ref=group_header    

หลังจากมีข่าวโรคระบาด ชมรมผู้สูงอายุจังหวัดพิจิตร ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด  และยุติเวทีสัญจรที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือนก่อนที่รัฐบาลจะประกาศภาวะฉุกเฉิน ให้ผู้สูงอายุกลับสู่ที่ตั้ง คือ บ้านของแต่ละคน  เพราะต้องรักษาระยะห่างกันและกัน  เป็นสิ่งที่ภาคประชาสังคมพิจิตร “ทำทันที”  ไม่มีรีรอ   แม้กายห่างกันแต่ความสัมพันธ์ยังไม่ผ่อนคลาย  ยังมีการติดต่อพูดคุยกันทางสื่อออนไลน์ให้สร้างสุขภาพทั้ง 4 มิติ คือ กาย จิต ปัญญา และสังคม เช่น แนะให้ผู้สูงวัยและคนในครอบครัวดูแลสุขภาพตนเอง  ออกกำลังกาย  ปลูกผักสวนครัวสร้างความมั่นคงทางอาหารภายในบ้าน  เหลือพร้อมแบ่งปัน  ผู้สูงวัยที่ยังแข็งแรงพอและดูแลตนเองได้ดี ออกมาช่วยกันทำหน้ากากอนามัยเพื่อถวายพระสงฆ์และสามเณร  นำอาหารสุขภาพไปถวายพระ   นำข้าวสารไปให้คนที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ซึ่งจำเป็นต้องกักตัว เป็นต้น 

เมื่อทำมาได้ระยะหนึ่ง ความเหงาเข้าครอบงำ ผู้สูงวัยที่ติดสังคมเริ่มอยากเจอะเจอเพื่อนฝูงที่ร่วมกิจกรรม ทำงานกันมา  ปกติเจอกันทุกวัน  ชมรมผู้สูงอายุทั้งพิจิตรพบปะเจอกันทุกเดือน   ได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นวัตกรรมต่างๆ ตัวอย่างดีๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน  ได้รับประทานอาหารร่วมกัน  เมื่อทำไม่ได้จึงต้อง “ปรับตัว” โดย “ผู้สูงอายุสำรอง” ในชมรมฯ คือ คนที่อยู่ในวัย  25-60 ปี  ที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยี จึงเป็นแรงสำคัญในการประสานให้เกิด LINE กลุ่มของสมาชิกชมรมผู้สูงอายุทั้ง 12 อำเภอ และกลุ่ม LINE ของจังหวัด เมื่อรวบรวมได้แล้ว จึงเป็นที่มาของการเปิดเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในประเด็นที่ตั้งในแต่ละครั้ง ทุกวันเสาร์เวลาทุ่มตรง  เป็นเวลาที่ผู้สูงวัยของชมรมฯ มานั่งเฝ้าจอเพื่อได้เจอะเจอเพื่อนๆ ผ่านทางหน้าจอมือถือ  นับเป็นการพัฒนาอีกขั้นหนึ่งของชมรมผู้สูงอายุจังหวัดพิจิตรที่นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการสื่อสารเรียนรู้สำหรับการรองรับสังคมสูงวัยในภาวะวิกฤติ โควิด-19  นอกจากได้เรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ แล้วยังได้คลายเหงา ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกับเพื่อนสมาชิกด้วย 

 

ความงดงามในยามวิกฤติ

ด้วยการทำงานร่วมกันของภาคประชาสังคมและชมรมผู้สูงอายุจังหวัดพิจิตร ที่มีการดูแลผู้ที่กลับมาจากกรุงเทพฯ เหมือนลูกหลาน และไม่ได้มองว่าเป็นตัวปัญหาของชุมชน  เมื่อมุมคิดเป็นเช่นนี้ จึงนำไปสู่ความเอื้อเฟื้อและแบ่งปัน   

ยามคนมาจากพื้นที่เสี่ยงต้องกักตัวอยู่กับบ้าน  ความเป็นอยู่ลำบากทั้งการออกนอกบ้าน ทั้งงานการไม่มีทำ ดังนั้น คนในชุมชนที่พอมีข้าวสาร อาหารแห้งก็นำไปให้  มีทั้งอาสาสมัครสาธารณสุข  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  บางครั้งมีเด็กและเยาวชนออกไปเยี่ยม นำสิ่งของที่จำเป็นไปมอบให้ พูดกันดีๆ ทำให้ได้รับความร่วมมือในการกักตัวจากลูกหลานที่กลับมาจากต่างถิ่นเป็นอย่างดี   ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่นายสุรเดช  เดชคุ้มวงศ์  รองประธานมูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตร  บอกว่าชื่นใจที่คนพิจิตรมีน้ำใจดูแลกัน  เป็นความงดงามท่ามกลางวิกฤติของโควิด-19   ชมรมผู้สูงอายุเองก็ได้เข้าไปร่วมพูดคุยปรึกษาเกี่ยวกับกลไกระดับตำบล อบต. เทศบาล  เพื่อเตรียมการวางแผนรับมือกับโรคระบาดที่อาจเข้ามาในชุมชน  

 

“เราเชื่อว่าวิกฤติก็ดีนะครับ ทำให้พวกเราได้มาร่วมใจกัน บ้าน ราชการ ทำความดีร่วมกัน เราก็ไม่ได้มองว่าเป็นวิกฤติอย่างเดียว แต่เรามองว่าเป็นโอกาสที่เราจะสานพลังคนดีสามวัยให้มาช่วยกันดูแลกันและกัน  ท่ามกลางวิกฤติผมได้เห็นสิ่งดีงามที่เกิดขึ้นในจังหวัดมากมาย  และอยากขยายผลต่อไปยังชุมชนอื่นๆ จึงใช้ Facebook ส่วนตัวในการบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น”  รองประธานมูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตรกล่าวทิ้งท้าย 

 

นอกจากการทำงานเพื่อส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งของชมรมผู้สูงอายุจังหวัดพิจิตรแล้ว  ในส่วนของมูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตรที่ก่อตั้งมา 22 ปี  ซึ่งมีงานสำคัญคือส่งเสริมสนับสนุนให้ปลูกข้าว ปลูกผักปลอดสารพิษนั้น ในวันนี้ที่ตลาดนัดปิด   คนในเมืองไม่ได้กินอาหารปลอดภัย  มูลนิธิฯ จึงให้เอาข้าวผักผลไม้ปลอดสารวางขายที่หน้าสำนักงานใจกลางเมืองพิจิตร  เพื่อช่วยผู้สูงอายุที่ปลูกผักอยู่บ้านและเกษตรกรในเครือข่ายให้สามารถค้าขายมีรายได้ในภาวะวิกฤติ   มั่นใจในเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันมาตลอดว่ามีคุณธรรม ไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคาซ้ำเติมให้ผู้บริโภคเดือดร้อน อย่างกรณีไข่ไก่ที่เกิดภาวะขาดแคลนราคาแพงขึ้น  แต่ไก่บ้านที่เครือข่ายเลี้ยงเองก็ไม่มีต้นทุนอะไรสูงขึ้น ดังนั้นราคาขายก็เท่าเดิม   คนเมืองจึงมีข้าวผักผลไม้ปลอดสารพิษกินในราคาย่อมเยาว์  นับว่าเป็นเรื่องดีๆ ที่ร่วมกันสร้างสังคมไม่ทอดทิ้งกัน เมื่อจิตใจดี เศรษฐกิจก็ไปได้  ต้องปรับตัวแล้วจะข้ามผ่านสถานการณ์ที่เลวร้ายไปได้  

 

สร้างชุมชนสามวัย ในช่วงโควิด-19

ก่อนหน้านี้มูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตรพยายามสร้างอาสาสมัคร ซึ่งส่วนมากเป็นคนวัย 30 – 50 ปี  ที่มีประสบการณ์การทำงานในกรุงเทพฯ   ทำงานโรงงาน บริษัท ห้างร้าน  แต่สุดท้ายไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตของเขาได้   ในขณะที่พ่อแม่อายุมากขึ้น จำเป็นต้องกลับมาบ้านที่พิจิตร ทางมูลนิธิฯ ชวนให้มาทำงานอาสาสมัคร  ได้เจอเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านที่พร้อมให้ความรู้อยู่กินแบบเศรษฐกิจพอเพียง  ถึงแม้มีที่ดินไม่มาก แต่ค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัว  ด้วยประสบการณ์การทำงานในเมืองจึงมีความสามารถด้านเทคโนโลยีขายผลผลิตออนไลน์ได้ด้วย  คนเหล่านี้กำลังสร้างฐานชีวิตที่บ้าน  ดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่า  ขณะเดียวกันช่วยมาทำงานกับชมรมผู้สูงอายุ  ได้เรียนรู้การทำงาน ได้เจอผู้สูงอายุที่สุขภาพดีเป็นแบบอย่าง จึงได้เตรียมตัวเองเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ  ดังนั้น ผู้สูงอายุสำรองที่สร้างไว้จะเป็นพลังสำคัญในอนาคต

ในสถานการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้น หลายคนมีความจำเป็นต้องกลับมาบ้าน เพราะเศรษฐกิจฟุบทั้งประเทศ  หลายคนคงต้องตัดสินใจชีวิตตัวเองใหม่  ดังนั้น หากมีกัลยาณมิตรที่ดีให้กำลังใจ  ส่งเสริม สนับสนุนให้อยู่ในชุมชนให้ได้  ไม่ว่าจะเป็นชมรมผู้สูงอายุ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน  อาสาสมัครสาธารณสุข ต้องช่วยกันดูแลในช่วงแรกให้เขามีอยู่มีกิน  ส่งเสริมให้มีอาชีพในระยะยาว  ได้เห็นแบบอย่างคนกลับมาบ้านแล้วทำมาหากินได้  คุณภาพชีวิตดีมีเวลาอยู่กับครอบครัว  ดูแลพ่อแม่ และลูกของตัวเองได้  ถ้าคนในชุมชนช่วยกันอุ้มชูให้มั่นใจ เราจะมีบ้านสามวัย  ชุมชนสามวัยที่พร้อมสำหรับการรองรับสังคมสูงวัย

โจทย์ที่ท้าทายไม่เพียงแต่พิจิตรและก็ไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะช่วงโควิด-19 เท่านั้น  แต่หลายๆ พื้นที่จะวางกลไกแนวทางร่วมกันอย่างไรให้คนที่คืนถิ่นมีความสามารถหาอยู่หากินในชุมชนของตนเอง  เพื่อดูแลผู้สูงวัยในบ้าน ดูแลลูก  สร้างครอบครัวที่อบอุ่น เกิดชุมชนที่เข้มแข็งได้  ต้องมีกัลยาณมิตรทุกฝ่ายช่วยกันส่งเสริม  ร่วมพลิกวิกฤติต่างๆ เป็นโอกาสเพื่อให้เกิดการเตรียมการรองรับสังคมสูงวัยทั่วแผ่นดิน  

 

 

 
คำค้น: 
สูงวัยพิจิตร ปรับตัวปรับใจ ในวิกฤติโควิด-19 ; สูงวัยพิจิตร ; ปรับตัวปรับใจ ในวิกฤติโควิด-19