FAQ มาตรา 12

(Q&A) ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ


  มาตรา 12


1. กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการ ตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข ที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย พ.ศ. 2553 คืออะไร และส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยและแพทย์เจ้าของไข้ตามที่สังคมบางส่วนวิตกจริงหรือไม่ (เป็นประเด็นที่ นพ.อิทธิพร กล่าวในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 2 มิ.ย.54 ว่า คือสิทธิที่จะตาย)

ตอบ อันแรกต้องเข้าใจประเด็นอย่างชัดแจ้งว่า มาตรา 12 ไม่ใช่สิทธิที่จะฆ่าตัวตาย ไม่ใช่เรื่องการุณยฆาต แต่เป็นเรื่องการขอตายตามธรรมชาติในวาระสุดท้ายของชีวิตเท่านั้น และตนไม่เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้จะสร้างผลเสียหายต่อผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย หรือแพทย์เจ้าของไข้จะมีความเสี่ยงแต่อย่างใด
ความแตกต่างกันของสิทธิที่จะตายกับสิทธิในการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550
     สิทธิที่จะตายนี้มีในกฎหมายของตะวันตก ที่จะลงโทษ คนที่พยายามฆ่าตัวตาย และคนที่ช่วยให้คนอื่นฆ่าตัวตาย เนื่องมาจากกฎหมายได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาคริสต์ที่บอกว่าชีวิตของมนุษย์มาจากพระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่ทำลายชีวิตต้องได้รับโทษ(แม้จะเป็นการทำลายชีวิตตนเอง) ดังนั้นประชาชนจึงไม่มีสิทธิที่จะฆ่าตัวตาย
     ตามกฎหมายไทยไม่มีกฎหมายเช่นเดียวกับตะวันตก ในประมวลกฎหมายอาญามีมาตราที่คล้ายคลึงกับของตะวันตก คือ มาตรา 293 ที่กล่าวว่า ผู้ใดช่วยหรือยุยงให้เด็กอายุไม่เกิน 16 ปี หรือผู้ซึ่งไม่สามารถเข้าใจว่าการกระทำของตนมีสภาพหรือการกระทำอย่างไร หรือไม่สามารถบังคับการกระทำของตนเองได้ให้ฆ่าตัวตาย ถ้ามีการฆ่าหรือพยายามฆ่าเกิดขึ้นจากการยุยงนั้นต้องได้รับโทษ ประกอบกับศาสนาพุทธการฆ่าตัวตายไม่ผิดศีลข้อปาณาติบาท
      ดังนั้นในมุมมองของกฎหมายไทยการฆ่าตัวตายจึงเป็นเสรีภาพที่ใครจะทำหรือไม่ทำก็ได้ไม่เหมือนตะวันตกที่เป็นสิทธิเนื่องจากกฎหมายห้ามฆ่าตัวตาย
     มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 นี้ เกี่ยวกับสิทธิในการแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งไม่ใช่การฆ่าตัวตายแต่อย่างใดเพราะอย่างไรเขาก็ตายอยู่แล้วตามสภาพของโรคของเขา แต่เขาขอแค่ปฏิเสธการรักษาพยาบาลที่ไม่ต้องการ เช่น การเจาะคอ หายเข้า ICU ฯลฯ เท่านั้น

2. ถ้าผู้ป่วยไม่ได้ทำหนังสือแสดงเจตนาไว้ จะทำอย่างไร ((จากหนังสือหนังสืออัยการสูงสุดที่ อส 0027(พก)/14207 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี))

ตอบ ในทางปฏิบัติเมื่อผู้ป่วยยังมีสติสัมปชัญญะอยู่การตัดสินใจในเรื่องการรักษาพยาบาลจะเป็นการปรึกษาหารือรวมกันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย แต่ถ้าในกรณีผู้ป่วยระยะสุดท้ายซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีสติสัมปชัญญะแล้ว การตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลจะเป็นการตกลงร่วมกันระหว่างแพทย์และญาติ ดังนั้นกฎหมายเลยให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยว่าเราผู้เป็นเจ้าของชีวิตจะเลือกการรักษาพยาบาลตัวเราเองในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตของเราอย่างไร
     ถ้าผู้ป่วยไม่ได้ทำหนังสือแสดงเจตนาไว้ก็ต้องกลับไปใช้วิธีการเดิมคือตกลงกันระหว่างหมอกับญาติว่าจะทำอย่างไร ญาติก็ดีหมอก็ดีไม่มีสิทธิมาทำหนังสือแสดงเจตนาแทนผู้ป่วยเพราะต้องให้เจ้าของชีวิตเป็นคนตัดสินใจเอง

3. การที่แพทย์ปล่อยให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบตามเจตนาที่แสดงไว้ในหนังสือ ถือเป็นการละทิ้งผู้ป่วยหรือไม่ (ประเด็นจากหัวข้อการสัมมนาของคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา 10/6/54)

ตอบ แม้ว่าผู้ป่วยจะทำหนังสือแสดงเจตนาไว้ก็ไม่ได้หมายความว่าแพทย์จะปล่อยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยไม่มีการเหลียวแล ตรงกันข้ามแพทย์อาจดูแลดีเสียกว่าเดิมอีก เนื่องจากแพทย์จะนำกระบวนการดูแลรักษาแบบประคับประคอง (Palliative care) มาใช้ ซึ่งกระบวนการดูแลรักษาแบบประคับประคองนี้จะเป็นการดูแลในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณของผู้ป่วย หากไปดูนิยามของการดูแลรักษาแบบประคับประคองที่องค์การอนามัยโลกได้ให้นิยามไว้จะเห็นมิติของการดูแลที่มากกว่าเรื่องการแพทย์มาก
     องค์การอนามัยโลก(WHO) ได้ให้นิยามการดูแลรักษาแบบประคับประคองไว้ว่า “วิธีการดูแลที่เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคที่คุกคามต่อชีวิต โดยให้การป้องกันและบรรเทาความทุกข์ทรมานต่างๆที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยและครอบครัว ด้วยการเข้าไปดูแลปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในระยะแรกๆของโรค รวมทั้งทำการประเมินปัญหาสุขภาพทั้งทางด้าน กาย ใจ ปัญญาและสังคม อย่างละเอียดครบถ้วน”
     นอกจากนี้กฎกระทรวงตามมาตรา 12 ยังได้ให้ความอุ่นใจว่าเราจะไม่ทิ้งผู้ป่วยแน่นอนเพราะกำหนดในกฎหมายเลย โดยในนิยาม กล่าวว่า “บริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย” ซึ่งหมายความว่า วิธีการที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมนำมาใช้กับผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาเพื่อประสงค์จะยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตออกไป โดยไม่ทำให้ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาพ้นจากความตายหรือยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย ทั้งนี้ ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนายังคงได้รับการดูแลรักษาแบบประคับประคอง

4. แล้วจะมีผลต่อแพทย์เจ้าของไข้อย่างไรบ้าง หากแพทย์ทำตามเจตจำนงที่ผู้ป่วยระบุไว้ในหนังสือแสดงเจตนาฯ (ตรงนี้เป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรา 12)

ตอบ ทุกวันนี้ในกรณีผู้ป่วยรู้สึกตัว หมอก็ต้องคุยกับผู้ป่วยถึงขั้นตอนการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาลก็ดี หรือจะรักษาต่อเนื่องก็ดี แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวหมอต้องคุยกับญาติ ซึ่งในกรณีดังกล่าวมักเกิดปัญหาขึ้น เพราะญาติแต่ละคนมีความคิดเห็นที่ขัดกันเอง และการตัดสินใจของญาติอาจไม่ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้ป่วย ในต่างประเทศก็มีปัญหาทำนองนี้ และในกฎหมายต่างประเทศก็คิดกฎหมายลีฟวิ่ง วิล (Living Will) หรือเจตจำนงที่เขียนตอนมีชีวิตอยู่ หรือบางครั้งเรียกว่าแอดวานซ์ ไดเรกตีฟ (Advance Directive) หรือ คำสั่งล่วงหน้า ซึ่งตรงนี้จะช่วยแก้ปัญหาได้เยอะ เนื่องจากแพทย์ทราบว่าเจตนาของผู้ป่วยคืออะไร แล้วทำตามความประสงค์ของผู้ป่วยเท่านั้นเอง
     แต่ทั้งหมดต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายระบุไว้ เช่น ถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวแล้ว แต่ทำหนังสือแสดงเจตนาฯ ไว้ แพทย์ต้องถามญาติอีกครั้งว่าผู้ป่วยถึงวาระสุดท้ายแล้ว จะยินยอมให้หมอทำตามคำสั่งเสียหรือไม่ ถ้าญาติไม่เห็นด้วย หรือไม่เชื่อว่าถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ก็ปล่อยให้กระบวนการรั้งชีวิตดำเนินต่อไป แม้ผู้ป่วยจะแสดงเจตจำนงไว้ แต่เมื่อญาติไม่เชื่อก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ส่วนมากแล้วเวลาทำหนังสือแสดงเจตนาฯ ญาติที่สนิทก็ต้องอยู่ด้วยในฐานะพยานรับรู้ร่วม และเขาจะรู้ว่าผู้ป่วยต้องการอะไร ประเด็นปัญหาจึงไม่น่าเกิดอย่างที่วิตกกัน
     “ที่ต้องทำความเข้าใจอย่างมากก็คือ การที่แพทย์ทำตามหนังสือแสดงเจตนาฯ ไม่ใช่เรื่องที่แพทย์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะเป็นการทำตามความต้องการ เช่น ไม่ให้เจาะคอหรือใส่เครื่องช่วยหายใจเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต หมอก็ไม่จำเป็นต้องทำ แต่การให้การรักษาอย่างอื่นที่เรียกว่า Palliative Care หรือการรักษาแบบประคับประคองจำเป็นต้องทำอยู่ เช่น การให้ยาบรรเทาปวด หรือกรณีหายใจไม่ออกต้องให้ออกซิเจน เพราะฉะนั้นไม่ใช่ปัญหาว่าหมอทอดทิ้งคนไข้ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทว่า ยังคงดูแลให้ผู้ป่วยจากไปด้วยดี เพียงแต่ไม่ทำในสิ่งที่ผู้ป่วยไม่อยากให้ทำ”
     นอกจากนี้ การทำตามหนังสือแสดงเจตนาฯ ดังกล่าวของแพทย์ มีกฎหมายรองรับไว้ว่าจะไม่ได้รับโทษใด ๆ ทั้งสิ้น (หาเนื้อหาที่ครบสมบูรณ์อ้างกฎหมาย)

5. ข้อความในกฎกระทรวงไม่ชัดเจน ในนิยามต่างๆ ของกฎกระทรวง เช่น “วาระสุดท้ายของชีวิต” หมายความว่า ภาวะของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาอันเกิดจากการบาดเจ็บหรือโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายได้และผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้รับผิดชอบการรักษาได้วินิจฉัยจากการพยากรณ์โรคตามมาตรฐานทางการแพทย์ว่า ภาวะนั้นนำไปสู่การตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระยะเวลาอันใกล้จะถึงและให้หมายความรวมถึงภาวะที่มีการสูญเสียหน้าที่อย่างถาวรของเปลือกสมองใหญ่ที่ทำให้ขาดความสามารถในการรับรู้และติดต่อสื่อสารอย่างถาวร โดยปราศจากพฤติกรรมการตอบสนองใดๆ ที่แสดงถึงการรับรู้ได้ จะมีเพียงปฏิกิริยาสนองตอบอัตโนมัติเท่านั้น เช่นนี้แพทย์จะต้องทำอย่างไร (คำถามของ นพ.อิทธิพร ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 2/6/54 คำถามในหนังสือแพทยสภาเลขที่ พส.011/314 ลงวันที่ 12 เมษายน 2553(ส่งถึง รมต.สาธาฯ หนังสือฉบับนี้ สช. ตอบกลับด้วย))

ตอบ การที่กฎหมายกำหนดนิยามไว้กว้างๆก็เพื่อให้เป็นการใช้ดุลยพินิจของแพทย์ในการพิจารณาตามสภาพและอาการของโรคตามหลักวิชาทางการแพทย์ว่าในกรณีดังกล่าวสภาพของโรคมาถึงระยะสุดท้ายของชีวิตหรือไม่ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ถ้าแพทย์อยากให้มีความชัดเจนในการปฏิบัติก็สามารถออกหลักเกณฑ์การวินิจฉัย “วาระสุดท้ายของชีวิต” ได้อยู่แล้วเนื่องจากเป็นหน้าที่โดยตรงขององค์กรวิชาชีพ
     ในทางกฎหมายจะมีการใช้คำที่มีความหมายไม่ชัดเจนเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องใช้หรือปฏิบัติตามสามารถใช้ดุลยพินิจในกรอบที่กฎหมายได้เพื่อให้การใช้กฎหมายืดหยุ่นเหมาะกันกับแต่ละสถานการณ์ เช่น เหตุหย่าตามมาตรา 1516(6) ...สามีหรือภริยาทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยาอย่างร้ายแรง ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนุงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
     ตามหนังสือแพทยสภาเลขที่ พส.010/21 ฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2553 ถึงกฤษฎีกา(หนังสือฉบับนี้แอบเอามาจากกฤษฎีกา) แพทยสภาได้กล่าวไว้ในหนังสือว่า การวินิจฉัยวาระสุดท้ายของชีวิตควรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่แพทยสภากำหนด กฤษฎีกาจึงถือว่าหนังสือนี้เป็นการยอมรับในประเด็นที่แพยสภาเสนอในกฤษฎีกาว่า นิยามตามกฎกระทรวงไม่ชัดเจนหมอไม่สามารถปฏิบัติได้ โดยถือว่าแพทยสภาจะไปแก้ไขปัญหานี้เอง

6. เมื่อมีปัญหาการตีความ “วาระสุดท้ายของชีวิต” หรือถ้อยคำอื่นๆที่ไม่ชัดเจนในหนังสือแสดงเจตนาของญาติกับแพทย์จะทำอย่างไร (คำถามจาก นพ.อิทธิพร ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 2/6/54)

ตอบ ในทางปฏิบัติเมื่อผู้ป่วยยังมีสติสัมปชัญญะอยู่การตัดสินใจในเรื่องการรักษาพยาบาลจะเป็นการปรึกษาหารือรวมกันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย แต่ถ้าในกรณีผู้ป่วยระยะสุดท้ายซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีสติสัมปชัญญะแล้ว การตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลจะเป็นการตกลงร่วมกันระหว่างแพทย์และญาติ ดังนั้นกฎหมายเลยให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยว่าเราผู้เป็นเจ้าของชีวิตจะเลือกการรักษาพยาบาลตัวเราเองในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตของเราอย่างไร
     ดังนั้นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้การรักษาสำเร็จลุล่วงหรือไม่จึงเป็นเรื่องการปรึกษาหารือกันระหว่างฝ่ายผู้ให้การรักษาและผู้ป่วย(หรือญาติ) ดังนั้นเมื่อเกิดความไม่ชัดเจนของถ้อยคำในหนังสือแสดงเจตนาหากว่าผู้ป่วยยังมีสติสัมปชัญญะอยู่แพทย์ก็ต้องสอบถามผู้ป่วยโดยตรงว่าจุดที่สงสัยหรือที่ไม่ชัดเจนนี้หมายถึงอะไร แต่ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะแล้วแพทย์ก็ต้องมาร่วมกันปรึกษาหารือกันญาติหนึ่งคนที่ผู้ป่วยมอบหมายให้มีอำนาจตัดสินใจแทนตนเอง ซึ่งผู้ป่วยสามารถกำหนดชื่อไว้ในหนังสือแสดงเจตนาได้ โดยกฎหมายตั้งชื่อญาติคนนี้ว่า “ผู้ทำหน้าที่อธิบายความประสงค์ที่แท้จริงของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนา” ดังจะเห็นได้จากถ้อยคำในกฎกระทรวงข้อ 3 วรรคสอง ว่า
     “ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาอาจระบุชื่อบุคคลเพื่อทำหน้าที่อธิบายความประสงค์ที่แท้จริงของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาที่ระบุไว้ไม่ชัดเจน บุคคลผู้ถูกระบุชื่อดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือ และหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนไว้ในหนังสือแสดงเจตนาด้วย”

7. การวินิจฉัยวาระสุดท้ายของชีวิตผู้ป่วย ต้องมีความเห็นจากแพทย์อื่นๆด้วยมิใช่แค่แพทย์เจ้าของไข้เท่านั้น ((จากหนังสือหนังสืออัยการสูงสุดที่ อส 0027(พก)/14207 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี), จากหนังสือแพทย์สภาเลขที่ พส.011/621 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ถึง สช.เสนอความเห็นของแพทยสภาต่อกฎกระทรวง)

ตอบ ตามหนังสือแพทยสภาเลขที่ พส.010/21 ฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2553 ถึงกฤษฎีกา(หนังสือฉบับนี้แอบเอามาจากกฤษฎีกา) แพทยสภาได้กล่าวไว้ในหนังสือว่า การวินิจฉัยวาระสุดท้ายของชีวิตควรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่แพทยสภากำหนด กฤษฎีกาจึงถือว่าหนังสือนี้เป็นการยอมรับในประเด็นที่แพยสภาเสนอในกฤษฎีกาว่า นิยามตามกฎกระทรวงไม่ชัดเจนหมอไม่สามารถปฏิบัติได้ โดยถือว่าแพทยสภาจะไปแก้ไขปัญหานี้เอง
     ตรงนี้เป็นอำนาจตามกฎหมายขององค์กรวิชาชีพอยู่แล้วที่จะออกหลักเกณฑ์ต่างๆในวิชาชีพของตนอย่างไร ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับแพทยสภาเลยว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้

8. ถ้าต้องมีการถอดเครื่องช่วยหายใจผู้ป่วยจะทำอย่างไร (คำถามจาก นพ.อิทธิพร ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 2/6/54)

ตอบการที่จะถอดเครื่องช่วยหายใจเป็นปัญหามากในการปฏิบัติของแพทย์เพราะแพทย์ก็กลัวว่าถ้าตนเองถอดก็จะกลายเป็นว่าทำให้ผู้ป่วยตายผิดกฎหมายและจริยธรรมทางวิชาชีพ ให้ญาติถอดจะกลายเป็นการทำร้ายจิตใจญาติว่าตนเองทำให้ญาติตาย ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรก็ต้องปล่อยไปอย่างนั้น แต่ถ้าผู้ป่วยเขียนหนังสือไว้ว่าถ้าถอดเครื่องช่วยหายใจแล้วให้ถอดเครื่องช่วยหายใจได้ ตรงนี้แพทย์สามารถทำได้เลยไม่ผิดกฎหมายและจริยธรรมเนื่องจากเป็นการสั่งของผู้ป่วยไว้ โดยกระบวนการถอดเครื่องช่วยหายใจนั้น แพทย์ที่ทำงานด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง(Palliative care) จะมีวิธีการในการถอด และก็เป็นความเข้าใจผิดของคนทั่วไปว่าถอดแล้วจะตายทันที ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ผู้ป่วยยังสามารถอยู่ได้อีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง

9. ในกรณีฉุกเฉินมาถึงแพทย์จะทำอย่างไร

ตอบ ในกรณีฉุกเฉิน เมื่อผู้ป่วยมาถึง ER แพทย์พยาบาลก็ต้องทำตามวิชาชีพคือให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เพราะไม่ทราบอยู่แล้วว่าผู้ป่วยมีหนังสือแสดงเจตนาหรือไม่ เว้นแต่เขาจะพกติดตัวไว้ แต่ถ้าช่วยชีวิตไปซักระยะหนึ่งผู้ป่วยไม่สนองตอบกับการรักษา อันนี้ต้องวินิจฉัยว่าเป็นวาระสุดท้ายของชีวิตหรือไม่ ถ้าใช้ก็ต้องดำเนินการไปตามสภาพก็คือ ถ้าญาติเอาหนังสือแสดงเจตนามาแสดงก็คุยกับญาติแล้วก็ปฏิบัติตามหนังสือแสดงเจตนาของผู้ป่วย แต่ถ้าไม่มีหนังสือแสดงเจตนาก็ต้องไปใช้วิธีการเดิมคือ ตกลงกับญาติถึงวิธีการรักษาผู้ป่วย

10. ในกรณีที่หนังสือแสดงเจตนาเป็นหนังสือปลอมหรือสร้างเท็จขึ้นมา เพื่อหวังในชีวิตหรือทรัพย์สินของผู้ป่วย แพทย์เจ้าของไข้จะมีความผิดหรือไม่หากปฏิบัติตามเจตนานั้น ควรให้มีการลงทะเบียนหนังสือแสดงเจตนาที่อำเภอ สสจ. ที่อำเภอ หรือให้ศาลรับรอง เพื่อเป็นการยืนยันหนังสือแสดงเจตนาว่าเป็นของจริง (คำถามจาก นพ.อิทธิพร ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 2/6/54 ,คำถามในหนังสือแพทยสภาเลขที่ พส.011/314 ลงวันที่ 12 เมษายน 2553(ส่งถึง รมต.สาธาฯ หนังสือฉบับนี้ สช. ตอบกลับด้วย) ,จากบทความ ของ นพ.สัมพันธ์ ในหนังสือคลินิก ปีที่ 25 ฉบับที่ 9 กันยายน 2552 ,จากหนังสือแพทยสภาที่ พส.010/21 ลงวันที่ 11 มกราคม 2552 ถึงกรรมการกฤษฎีกา(แอบเอามา) ,หนังสืออัยการสูงสุดที่ อส 0027(พก)/14207 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)

ตอบ การตรวจสอบหลักฐานทางกฎหมายในสถานพยาบาล ปกติแล้วจะให้หลักความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งไม่สามารถไปตรวจเช็คถึงที่สุดได้ และก็ไม่จำเป็นต้องเช็คเช่นนั้น หลักกฎหมายมีเพียงว่าถ้าเอกสารปลอม หมอรู้หรือไม่ว่าเป็นหนังสือแสดงเจตนาฯ ปลอม ถ้าหมอไม่รู้ย่อมไม่ผิด แต่ถ้าหมอไปช่วยปลอม หรือรู้ว่าปลอมก็ยังทำไปตามข้อแสดงเจตนาฯ อันนี้หมอเจ้าของไข้เข้าข่ายกระทำความผิดแน่นอน ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมายอีกที หรือในกรณีที่รู้ว่าเป็นหนังสือแสดงเจตนาฯ ปลอม แพทย์ก็ไม่ต้องเข้าไปร่วม เพราะกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้บังคับและให้สิทธิปฏิเสธตลอดเวลา “ส่วนกรณีที่มาทำหนังสือแสดงเจตนาฯ ในสถานพยาบาล หมอต้องตรวจสอบว่าขณะทำหนังสือแสดงเจตนาฯ ผู้ป่วยมีสติสัมปชัญญะดีหรือไม่ ถ้าอยู่ในภาวะไม่ปกติ แพทย์ต้องเชิญจิตแพทย์ให้มาช่วยประเมินก่อน ว่า ตัวผู้ที่จะทำอยู่ในสถานะที่จะแสดงเจตนาเช่นนี้ได้ไหม เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วหรือไม่” ถ้าเรามาเทียบกับในทางปฏิบัติของแพทย์เราจะพบว่าก็ใช้หลักการความไว้เนื้อเชื่อใจในผู้ป่วยเช่นกัน เช่น เมื่อมีคนมากับผู้ป่วยแพทย์ พยาบาลก็จะถามว่ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้ป่วย ญาติอาจจะตอบว่าเป็นสามีหรือภรรยาตรงนี้ไม่มีการไปตรวจสอบเลยว่าเป็นจริงอย่างที่พูดหรือเปล่า ก็ทำกันปกติทุกวันและทำไมในกรณีหนังสือแสดงเจตนาถึงมาสงสัยว่าต้องพิสูจน์ หรือในกรณีของผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามารักษาในประเทศไทยก็จะมีการพกบัตร No CPR Guard มาด้วยแพทย์ไทยก็ไม่เคยไปสืบว่าของจริงหรือเปล่า แต่พอคนไทยทำหนังสือแสดงเจตนากลับต้องมาพิสูจน์กันอย่างละเอียด ในประเด็นนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่า “การกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องรับรองหนังสือแสดงเจตนาเป็นการสร้างขั้นตอนยุ่งยากให้แก่ประชาชนเกินสมควรและไม่เหมาะสมกับสภาพสังคม และในกรณีแพทยสภากำหนดสถานที่จัดทำหนังสือแสดงเจตนา ได้แก่ สถานบริการสาธารณสุข สำนักงานเขต สำนักงานอำเภอ สสจ. เท่านั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า การกำหนดสถานที่จัดทำหนังสือแสดงเจตนาเป็นการกำหนดรูปแบบของหนังสือแสดงเจตนาในลักษณะเดียวกับการกำหนดให้นายอำเภอลงลายมือชื่อรับรองในหนังสือแสดงเจตนาซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยากในทางปฏิบัติและประชาชนทั่วไปไม่อาจใช้สิทธิดังกล่าวได้เลย ด้วยเหตุนี้จึงไม่สมควรแก้ไขตามที่แพทยสภาเสนอ”(เรื่องเสร็จที่ 556/2553) และหากพิจารณาในแง่ของสิทธินั้นพบว่า สิทธิในการปฏิเสธการรักษาเป็นสิทธิโดยธรรมชาติของบุคคลที่มีติดตัวมาพร้อมกับความเป็นมนุษย์ การใช้สิทธิปฏิเสธการรักษาเจ้าของสิทธิจะใช้เมื่อไหร่ก็ได้ตามความต้องการของเจ้าตัว การที่ต้องไปขออนุญาตหน่วยงานรัฐก่อนถึงจะมีสิทธิในการปฏิเสธการรักษาย่อมเป็นการขัดแย้งต่อแนวคิดของเรื่องสิทธิโดยธรรมชาติ

11. กฎกระทรวงไม่มีการกำหนดอายุของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนา แล้วจะใช้อายุเท่าไหร่ (คำถามจากกระทรวงยุติธรรมถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในหนังสือกระทรวงยุติธรรมที่ ยธ 0207/04993 ฉบับลงวันที่ 19 พ.ย.52)

ตอบ ใช้สิทธิผู้ป่วยตามประกาศสิทธิผู้ป่วยขององค์กรวิชาชีพที่ 18 ปีบริบูรณ์ ในกรณีที่ผู้ป่วยอายุต่ำกว่านั้นก็ต้องมาพิจารณาว่าผู้ป่วยเด็กมีความรู้ผิดชอบหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องให้เขาร่วมตัดสินใจด้วย แต่ถ้าเป็นเด็กที่ยังไร้เดียงสาอยู่ก็ต้องแล้วแต่พอแม่ ตรงไปตรงมา

12. จะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาทำหนังสือตอนที่กำลังมีสติสัมปชัญญะอยู่ (จากหนังสือหนังสืออัยการสูงสุดที่ อส 0027(พก)/14207 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)

ตอบ การประเมินสติสัมปชัญญะผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาใช้การประเมินแบบง่ายๆไม่จำเป็นว่าต้องเป็นหมอเป็นพยาบาลก็ทำได้ โดยในแนวปฏิบัตินั้นแนะนำวิธีการประเมินไว้ว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขหรือเจ้าหน้าที่ของสถานบริการสาธารณสุขสามารถประเมินสติสัมปชัญญะของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาที่สถานบริการสาธารณสุขได้ด้วยตนเอง โดยพิจารณาว่าผู้นั้นมีความสามารถสื่อสารกับคนทั่วไปได้ตามปกติหรือไม่ เข้าใจกาลเวลาและสภาพแวดล้อมต่างๆรอบตัวได้หรือไม่ จดจำเรื่องราวในอดีตของตนเองได้หรือไม่ มีความเข้าใจเนื้อหาในหนังสือแสดงเจตนาและสามารถวางแผนล่วงหน้าเกี่ยวกับชีวิตของตนเองได้หรือไม่ โดยการพิจารณาเหล่านี้ควรใช้วิจารญาณของผู้ประเมิน ตลอดจนคำนึงถึงข้อจำกัดและสภาพแวดล้อมในเวลานั้นเป็นสำคัญ แต่หากผู้นั้นยังมีสภาพอารมณ์ที่ไม่เป็นปกติ ก็อาจนัดให้มาทำหนังสือในภายหลังได้ หรืออาจปรึกษาจิตแพทย์ได้ตามความเหมาะสม”
     จะเห็นได้ว่าเป็นเกณฑ์ประเมินแบบพื้นฐานทำกันได้เองอยู่ไม่จำเป็นต้องใช้จิตแพทย์ทั้งหมดเพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นภาระแก่จิตแพทย์ว่าจะต้องมาประเมินทุกครั้ง เป็นภาระของประชาชนว่าต้องเข้ารับการประเมิน แต่ในกรณีรายไหนที่แปลกๆ ก็ต้องให้จิตแพทย์มาประเมิน

13. ถ้าบุคลากรทางการแพทย์ร่วมเป็นพยานการทำหนังสือแสดงเจตนาฯ จะมีผลดีต่อการรักษา หรือส่งผลอย่างไรต่อบุคลากรทางการแพทย์หรือไม่ บุคคลที่เป็นพยาน ควรต้องเป็นบุคคลที่ไม่มีส่วนได้เสียในการเสียชีวิตของผู้ทำหนังสือ (จากหนังสือของกระทรวงยุติธรรมเลขที่ ยธ 0207/04993 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 ถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

ตอบ กฎหมายไม่ได้ห้ามมิให้บุคลากรทางการแพทย์เป็นพยานในการทำหนังสือแสดงเจตนา แต่ในแนวทางการปฏิบัติเราเขียนคำแนะนำไว้ว่า แพทย์ไม่ควรเป็นพยานในหนังสือแสดงเจตนาของผู้ป่วยที่ตนเป็นแพทย์เจ้าของไข้และพยาบาลไม่ควรลงนามเป็นพยานในหนังสือแสดงเจตนาที่ตนเองเป็นพยาบาลผู้จัดการรายกรณี (Nurse Case Manager) เพราะเราเกรงว่าผู้ป่วยอาจจะคิดว่าทิ้งคุณหมอคุณพยาบาลจะทิ้งเขาหรือเปล่า คือในคำแนะนำเราเขียนว่า “ไม่ควร” แต่ถ้าในความเป็นจริงถ้าหมอและพยาบาลมีความสนิทสนม คุ้นเคยกับผู้ป่วยจนเข้าใจถึงความต้องการของผู้ป่วยที่ต้องการไม่ให้ยื้อชีวิตของตนเองในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตก็สามารถเป็นพยานในหนังสือแสดงเจตนาได้
     ในส่วนของเรื่องบุคคลที่มาเป็นพยานในหนังสือแสดงเจตนา ไม่ควรเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการตายของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนานั้น ตรงนี้กฎหมายไม่ได้เขียนห้ามไว้เพราะเรื่องการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการแสดงเจตนาในทรัพย์สินเหมือนการทำพินัยกรรม แต่เป็นเรื่องการปฏิเสธการรักษาซึ่งมันขึ้นอยู่กับผู้ทำเองว่าอยากจะให้ใครเป็นพยาน เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละครอบครัว

14. หนังสือแสดงเจตนาไม่มีพยานได้หรือไม่ กฎกระทรวงที่ออกมาตามมาตรา 12 เกินขอบเขตที่มาตรา 12 ให้อำนาจไว้ (จากบทความ ของ นพ.สัมพันธ์ ในหนังสือคลินิก ปีที่ 25 ฉบับที่ 9 กันยายน 2552,จากหนังสือแพทยสภาที่ พส.010/21 ลงวันที่ 11 มกราคม 2552 ถึงกรรมการกฤษฎีกา(แอบเอามา),) หลักเกณฑ์รายละเอียดของหนังสือแสดงเจตนา เช่น ชื่อผู้ทำ รายละเอียดข้อมูลส่วนบุคคล พยาน ฯลฯ เกินกรอบอำนาจที่มาตรา 12 ให้อำนาจไว้ (จากหนังสือหนังสืออัยการสูงสุดที่ อส 0027(พก)/14207 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี) การออกแนวทางการปฏิบัติ(Guideline) ตามกฎกระทรวงเกินกรอบที่มาตรา 12 แห่งพระราชบัญยัติสุขภาพแห่งชาติให้อำนาจไว้ (จากหนังสือหนังสืออัยการสูงสุดที่ อส 0027(พก)/14207 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)

ตอบ กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบว่าหนังสือแสดงเจตนาต้องมีพยาน กฎหมายเพียงแค่เขียนเป็นแนวทางไว้ว่าควรจะมีพยาน ดังนั้นไม่มีพยานก็ได้ ตรงนี้มีที่มาว่าตอนร่างกฎกระทรวงก็คิดว่าหนังสือแสดงเจตนาควรจะมีแบบดีไหม แต่ถ้ามีแบบขึ้นมาแล้วชาวบ้านทำผิดแบบ อย่างนี้หนังสือแสดงเจตนาก็ใช้ไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีแบบแล้วถ้าคนไข้เขียนใสกระดาษเปล่าๆมาให้หมอแล้วหมอจะมีเกณฑ์ในการดูหนังสืออย่างไร ก็เลยตกลงกันในที่ประชุมว่า เอาเป็นแนวทางดีกว่า เลยใช้คำในกฎกระทรวงว่า “หนังสือแสดงเจตนาต้องมีความชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินการตามความประสงค์ของผู้ทำหนังสือดังกล่าวได้ โดยมีข้อมูลเป็นแนวทางในการทำหนังสือ ดังต่อไปนี้ ”
     มีการพิจารณาประเด็นนี้ในคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งประเด็นนี้สำนักงานอัยการสูงสุดเห็นต่างจากคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่า “สำนักงานอัยการสูงสุดมีความเห็นโต้แย้งกับคณะกรรมการกฤษฎีกา คือ การกำหนดหลักเกณฑ์ที่ต้องระบุไว้หนังสือแสดงเจตนาบัญญัติเกินขอบอำนาจของมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา(คณะที่ ๑๐) พิจารณาในประเด็นนี้แล้วมีความเห็นว่า แม้ว่ามาตรา ๑๒ วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวใช้ถ้อยคำว่า “การดำเนินการ” แต่มีความจำเป็นต้องกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาเพื่อปนะโยชน์ด้านพยานหลักฐานและการพิสูจน์ความรับผิดของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ประกอบกับข้อ ๓ วรรคหนึ่งของกฎกระทรวง ใช้ถ้อยคำว่า “...โดยทีข้อมูลเป็นแนวทางในการทำหนังสือ...” อันเป็นบทบัญญัติที่ไม่มีลักษณะเชิงบังคับให้ต้องกระทำ แต่เป็นเพียงแนวทางในการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาเท่านั้น ดังนั้น การกำหนดหลักเกณฑ์ที่ต้องระบุไว้ในหนังสือแสดงเจตนาจึงไม่เกินขอบเขตของมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐” (เรื่องเสร็จที่ 556/2553)
     สารสำคัญของประเด็นนี้คือ สำนักงานอัยการสูงสุดมองในมุมมองของกฎหมายและคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาในทางปฏิบัติ
     ในประเด็นเรื่องแนวทางการปฏิบัติ(Guideline) ตามข้อ 7 ของกฎกระทรวงที่ให้อำนาจเลขาธิการ คสช. โดยความเห็นชอบของ คสช. ประกาศแนวทางการปฏิบัตินั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา(คณะที่ 10) มีความเห็นเพิ่มเติมว่า “การที่ประกาศดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจาก คสช. เนื่องด้วยจะได้เกิดความรอบคอบเพราะ คสช. มีบุคลากรหลากหลาย นอกจากนั้นการกำหนดให้ออกตัวอย่างหนังสือแสดงเจตนาก็เพื่อความชัดเจน”

15. รายละเอียดไหนสำคัญที่สุดในหนังสือแสดงเจตนา

ตอบ วันที่ เนื่องจากจะใช้ดูว่าทำตั้งแต่ตอนไหน ตอนนั้นยังรู้สึกตัวดีอยู่หรือเปล่า และในกรณีที่อาจจะมีการทำหนังสือแสดงเจตนาหลายฉบับก็ให้ถือตามฉบับที่ลงวันที่ล่าสุด ดังนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้คือวันที่

16. เมื่อทำหนังสือแสดงเจตนาแล้ว ผู้ทำควรจะทำอย่างไร

ตอบ เมื่อทำหนังสือแสดงเจตนาแล้วผู้ทำต้องแจ้งและกำชับเรื่องนี้ให้กับญาติพี่น้องได้รับทราบ อธิบายเจตนารมณ์และความต้องการของตนเอง นอกจากนี้ควรที่จะทำสำเนาไปเก็บไว้ในเวชระเบียนของแพทย์ที่เรารักษาประจำด้วยเพื่อให้แพทย์ทราบ และเก็บตัวจริงไว้ที่เราเอง

17. กับข้อกังวลว่า หนังสือแสดงเจตนาฯ จะทำให้ญาติละทิ้งไม่รักษาผู้ป่วย และจะมีผลเช่นไรกับญาติถ้าหากทำตามหนังสือแสดงเจตนา

ตอบ ขออธิบายว่า คำว่าลีฟวิ่ง วิล คืออาการที่ต้องเสียชีวิตอยู่แล้ว การที่ผู้ป่วยจะถูกบังคับหรือไม่บังคับให้ทำ อย่างไรก็ต้องเสียชีวิตอยู่ดี หนังสือแสดงเจตนาฯ ไม่ใช่การเร่งให้มีการเสียชีวิตเร็วขึ้น แต่คนมักเอาเรื่องกฎหมายฉบับนี้ไปรวมกับเรื่องการุณยฆาตที่เป็นการเร่งการตาย ต้องย้ำว่าหนังสือแสดงเจตนาฯ เป็นการขอใช้สิทธิตายอย่างธรรมชาติที่อย่างไรก็ต้องตายอยู่แล้ว ซึ่งถ้าญาติทำตามขั้นตอนที่กฎหมายระบุไว้ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร

18. การทำหนังสือแสดงเจตนาฯมีผลต่อการทำประกันชีวิตหรือผลประโยชน์จากการทำประกันชีวิตหรือไม่

ตอบ การจะได้รับสินไหนจากกรมธรรม์ เป็นเงื่อนไขที่ผู้ทำประกันภัยตกลงกับบริษัทประกันภัยว่าเป็นอย่างไร ตรงนี้ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆไปจะบอกเป็นหลักการทั่วไปไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องเฉพาะสัญญาประกันภัยแต่ละฉบับ แต่การทำหนังสือแสดงเจตนาฯ ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย ดังนั้นแม้ผู้ป่วยจะทำหนังสือแสดงเจตนาฯไว้และเสียชีวิตไป ก็ยังคงมีสิทธิในการรับสินไหนจากกรมธรรม์อยู่ดี เพราะไม่ใช่การฆ่าตัวตายแต่อย่างใด

19. สุดท้ายแล้วเจตจำนงของผู้ป่วยอาจไม่ได้รับการทำตามที่แสดงไว้ฯ หากญาติไม่ยินยอมให้ทำตาม แล้วกฎหมายฉบับนี้จะมีประโยชน์ในด้านใด

ตอบ ประโยชน์ของกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นการเขียนรับรองให้แพทย์โดยเฉพาะว่า ถ้าเกิดแพทย์ยืนยันว่าเป็นวาระสุดท้ายแล้วทำตามความต้องการของผู้ป่วย หมอย่อมไม่ผิด พระราชบัญญัต (พ.ร.บ.) สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 12 วรรค 3ยกเว้นไว้ให้แล้ว แต่ถ้าหมอไม่อยากมีเรื่องกับลูกหลานผู้ป่วย หมอมีสิทธิปฏิเสธไม่ทำตามกฎหมายก็ให้สิทธินั้นไว้

20. แล้ววาระสุดท้ายของชีวิตของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนา ใครจะเป็นคนบอกและใช้มาตรฐานอะไรมาตัดสิน

ตอบ โดยทั่วไปแพทย์เจ้าของไข้จะเป็นคนบอกอยู่แล้ว ในกฎกระทรวงเขียนได้แต่หลักการกว้าง ๆ เท่านั้นว่า เป็นภาวะที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะเจ็บป่วยที่ไม่อาจรักษาให้หายได้ และจะต้องเสียชีวิตในเวลาไม่ช้า ซึ่งในความเป็นจริงวาระสุดท้ายหรือไม่ แพทย์ต้องเป็นคนบอกตามหลักวิชา สมมติผู้ป่วยรู้สึกตัวหมอต้องคุยกับเขา แต่ถ้าเขาไม่รู้สึกตัวแล้วระบุไว้ชัดเจนว่าไม่ขอใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือเจาะคอ อันนี้ก็ต้องบอกญาติว่าถึงวาระสุดท้ายแล้ว ลีฟวิ่ง วิลก็เขียนไว้อย่างนี้ ก็ทำตามขั้นตอนไป

21. แต่ก็ยังมีกลุ่มที่ไม่เข้าใจหรือเข้าใจเจตนาของกฎหมายหนังสือแสดงเจตนาฯ ผิดอยู่

ตอบ ในฐานะนักกฎหมายแนะนำว่าต้องเปิดใจ และฟังคำอธิบายก็จะเข้าใจ ในกลุ่มแพทย์ที่ส่วนมากไม่เข้าใจเพราะไม่รู้ตัวกฎหมาย แต่ถ้าอธิบายให้เขารู้ เชื่อว่ากว่า 70% ของแพทย์ทั้งประเทศ จะเข้าใจและยอมรับได้ แต่สำหรับกลุ่มที่ไม่เข้าใจหรือคัดค้าน ก็อยากให้ไปตรวจสอบว่าคนกลุ่มนี้มีผลประโยชน์ใดทับซ้อนหรือไม่ เพราะจากที่ตรวจสอบมาพบว่า ผู้ป่วยในภาวะลีฟวิ่ง วิล จะมีค่าใช้จ่ายถึงวันละ 50,000 บาท และค่าเฉลี่ยของแต่ละคนจะเสียเงินกับค่ารักษาไปคนละ 1,000,000 บาท แต่สุดท้ายก็ต้องเสียชีวิต ซึ่งการมีกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาใครบ้างที่จะเสียผลประโยชน์



ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม คลิก