ประเด็นคำถามที่พบบ่อย ของ สช.

(Q&A) ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ


1. ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ


1.1 ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559 มีที่มาอย่างไรและมาจากความต้องการของทุกภาคส่วนจริงหรือไม่

ตอบ พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 25(1) และมาตรา 46 ได้กำหนดให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ มีหน้าที่จัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศ โดยในการจัดทำให้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมัชชาสุขภาพมาประกอบด้วย และมาตรา 48 ระบุว่าเมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติแล้ว ให้รายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อทราบและประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยให้ผูกพันหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องที่จะต้องดำเนินการต่อไปตามอำนาจหน้าที่ของตน ทั้งนี้ ตามมาตรา 46 วรรคสี่ กำหนดให้ทบทวนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ อย่างน้อยทุกห้าปี ซึ่งธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับแรก มีผลบังคับใช้เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 2 ธันวาคม 2552 และธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559 ได้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เมื่อ 9 สิงหาคม 2559 สภานิติบัญญัติแห่งชาติรับทราบเมื่อ 2 กันยายน 2559 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559
    ในกระบวนการยกร่างธรรมนูว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559 นั้น คณะกรรมการทบทวนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เมื่อ28 พฤศจิกายน 2557 ได้ยึดหลักการต่อไปนี้:
    1) หลักการทำงานบนฐานวิชาการและ/หรือการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์
    2) หลักการสร้างการรับรู้และเรียนรู้ของสังคม
    3) หลักการสร้างความเป็นเจ้าของ
    และ 4) หลักการมีส่วนร่วม
ซึ่งในส่วนของการสร้างความเป็นเจ้าของและการมีส่วนร่วมนั้น ได้มีการรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งก่อนการยกร่าง โดยการจัดเวทีประชาเสวนา 4 ภาคและเวทีรวม เวทีลูกขุนพลเมือง และเวทีผู้มีส่วนได้เสีย ระหว่างการยกร่าง โดยการจัดเวทีรับฟังความเห็นรายหมวดใน 4 ภาค ทั่วประเทศ จัดเวทีรับฟังความเห็นในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 พ.ศ.2558 และมีการรับฟังความเห็นทางเอกสารจากองค์กรต่างๆ ทุกภาคส่วน และหลังการยกร่าง ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการของคณะกรรมการทบทวนฯ ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการ ซึ่งโดยสรุปหากรวมทุกๆ เวทีตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และหลังยาร่าง มีผู้เข้าร่วมจากทุกภาคส่วนกว่า 2,000 คน และมีองค์กรที่ตอบกลับมาทางเอกสารเพื่อให้ความเห็นอีก 99 องค์กร จึงจัดได้ว่า ธรรมนูญฯ ฉบับที่ 2 นี้เป็นธรรมนูญฯ ที่ได้รับการยอมรับและมาจากความต้องการของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

1.2 ประโยชน์ที่ประชาชนและสังคมได้รับจากธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559 คืออะไรบ้าง

ตอบ ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ คือ กรอบและแนวทางในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศ โดยธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559 ได้ระบุสถานะไว้อย่างชัดเจนเพื่อการใช้ประโยชน์ของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้แก่
    (๑) หน่วยงานและองค์กรของรัฐด้านสุขภาพ สามารถนำหลักการสำคัญและภาพพึงประสงค์หมวดต่างๆ ในธรรมนูญฯไปใช้ในฐานะ “กรอบและแนวทาง” พัฒนารูปธรรมให้เกิด “นโยบาย ยุทธศาสตร์และการดำเนินงานด้านสุขภาพ” ที่สนับสนุนภารกิจการจัดการระบบสุขภาพของหน่วยงานนั้นๆ ผ่านระบบและแผนการบริหารราชการแผ่นดิน
    (๒) ภาคีเครือข่ายต่างๆ สามารถนำธรรมนูญฯไปใช้ในฐานะ “ภาพพึงประสงค์ร่วม” เป็นเป้าหมายที่ต้องพัฒนาไปให้ถึงของระบบสุขภาพในอีก 10 ปีข้างหน้า ตามหลักการและภาพพึงประสงค์ของสาระรายหมวด โดยอาศัยความร่วมมือของภาคีภาคส่วนต่างๆ ผ่านกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม
    (๓) ภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ รวมถึงภาคีสุขภาพรายประเด็น สามารถนำธรรมนูญฯ ไปใช้ในฐานะต้นแบบของแนวคิด หลักการ เพื่อจัดทำ “ธรรมนูญสุขภาพพื้นที่หรือประเด็น” เพื่อใช้เป็นกติกาและพันธะร่วมกันของชุมชน

    (๔) ธรรมนูญฯ มีสถานะเป็นเครื่องมือสื่อสารให้คนในสังคมเข้าใจกรอบและแนวทางของระบบสุขภาพในอนาคต ทำให้เห็นถึงความสำคัญและสามารถเลือกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตามบริบทที่เหมาะสมของตน เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพในสังคมไทย


2. สมัชชาสุขภาพ


สมัชชาสุขภาพคืออะไร

ตอบ


- “สมัชชาสุขภาพ” ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 คือ “กระบวนการที่ให้ประชาชนและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรียนรู้อย่างสมานฉันท์ เพื่อนำไปสู่การเสนอแนะนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ หรือความมีสุขภาพของประชาชน โดยจัดให้มีการประชุมอย่างเป็นระบบและอย่างมีส่วนร่วม”แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ สมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติเฉพาะประเด็น และสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
- วัตถุประสงค์ที่สำคัญของสมัชชาสุขภาพ คือ การเปิดพื้นที่ทางสังคมให้กว้างขวางและหลากหลายขึ้น เพื่อให้ฝ่ายต่างๆ ในสังคม ได้มีโอกาสพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ภายใต้หลักการของประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรอง (Deliberative democracy) และทำงานเพื่อสาธารณะบนพื้นฐานทางปัญญาร่วมกัน ช่วยกันค้นหาทางออกหรือการมีข้อเสนอในการปฏิบัติต่อฝ่ายต่างๆ ที่เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งผลักดันให้เกิดการปฏิบัติ ส่งผลให้เกิดสุขภาวะ รวมทั้งการพัฒนาแนวคิดและนวัตกรรมต่างๆ ด้วย ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานอย่างสร้างสรรค์ มีการใช้ทั้งความรู้และความรัก ความเข้าใจกันและกัน โดยมีความต้องการให้คนมีสุขภาพที่ดี มีความสุข และสังคมมีสุขภาวะ


3. สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ


3.1 สมัชชาสุขภาพแห่งชาติคืออะไร

ตอบ มาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 กำหนดให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจัดให้มีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ได้ถูกออกแบบมาให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามหลักการสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาทั้งกระบวนการ กล่าวคือ กลไกทั้งหมดในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติตั้งแต่คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ไปจนถึงคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานต่างๆ ภายใต้คณะกรรมการจัดฯ ล้วนประกอบด้วยภาคีจากภาครัฐ ภาควิชาการ-วิชาชีพ และภาคประชาสังคม-เอกชน ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ทุกภาคส่วนในสังคมสามารถเสนอและร่วมพัฒนาประเด็นที่เห็นควรพัฒนาเป็นนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพได้ทั้งนั้น รวมถึงกลุ่มเครือข่ายที่เข้ามาร่วมในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่จัดขึ้นปีละครั้งๆ ละ 3 วัน นั้นก็ประกอบด้วยภาคีจาก 3 ภาคส่วน ทั้งที่มาจากพื้นที่และส่วนกลาง พร้อมกันนี้ กิจกรรมต่างๆ ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติก็ยังเปิดโอกาสให้ภาคีจากทุกภาคส่วนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ตลอดงานอีกด้วย โดยมติที่ออกมาจากสมัชชาสุขภาพแห่งชาติต้องได้รับการยอมรับจากสมาชิกสมัชชาทั้งหมดทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดฉันทมติร่วมกัน และพร้อมที่จะนำมติไปสู่การขับเคลื่อนสู่รูปธรรมในทุกระดับโดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนต่อไป

3.2 กระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนจริงหรือไม่

ตอบ กระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติสามารถสร้างการมีส่วนร่วมได้จริงในทุกขั้นตอนของการทำงาน ดังนี้
     1) กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะ ประกอบด้วย • การเสนอประเด็น : มีการเปิดรับประเด็นปัญหาสุขภาพตลอดทั้งปีจากผู้เสนอประเด็นทุกภาคส่วน ทั้งจากภาครัฐ ภาควิชาการ และจากเครือข่ายองค์กรภาคสังคมรวมทั้งภาคธุรกิจเอกชน โดยมีคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจสช.) ดำเนินการกลั่นกรองประเด็นโดยพิจารณาจากความสำคัญ ความรุนแรง และความเป็นไปได้ในการผลักดันเป็นนโยบาย • การพัฒนาระเบียบวาระ : มีการวิเคราะห์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และเชิญมาร่วมหารือ พัฒนาประเด็นร่วมกัน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งจากภาครัฐ ภาควิชาการ และจากเครือข่ายองค์กรภาคสังคมรวมทั้งภาคธุรกิจเอก มาร่วมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตนเอง • การพิจารณาระเบียบวาระ : มีองค์ประกอบผู้เข้าร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลาง และส่วนพื้นที่ ในการพิจารณาและรับรองระเบียบวาระในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้ได้มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติสำหรับดำเนินงานขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติต่อไป
      2) การขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ • มีกลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) ที่มีองค์ประกอบมาจาก 3 ภาคส่วนเป็นสำคัญ ได้แก่ จากภาครัฐ ภาควิชาการ และจากเครือข่ายองค์กรภาคสังคมรวมทั้งภาคธุรกิจเอกชน • มีการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และเชิญมาเข้าร่วมขับเคลื่อนมติอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบคณะทำงานขับเคลื่อนมติฯ และการเชิญประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนมติฯ

3.3 มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาตินำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมได้หรือไม่

ตอบ จากการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พบว่า มีมติสมัชชาสุขภาพที่นำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในหลายระดับ ทั้งเป็นนโยบายระดับชาติ เป็นกฎหมาย เกิดกลไกระดับชาติ จนถึงการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมระดับพื้นที่ อาทิ
 

มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ผลเชิงรูปธรรม
1. ผลระดับนโยบาย
มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 มติ 3 พ.ศ. 2553 การควบคุมกลยุทธ์การตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2560
มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 มติ 8 พ.ศ. 2553 การแก้ปัญหาวัยรุ่นไทยกับการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม มีการตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น 
มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5 มติ 7 พ.ศ. 2555 พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ ·    มีมติมหาเถรสมาคมนำประเด็นพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะบรรจุเข้าในยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสงเคราะห์ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ยุทธศาสตร์หลักของมหาเถรสมาคม
·    ตั้งคณะกรรมการดำเนินการพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ โดย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
·    มีการจัดทำ ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ เพื่อใช้เป็นเป้าหมายและกติการ่วมของทุกภาคส่วนที่จะมีส่วนในการพัฒนาสุขภาพพระสงฆ์โดยสอดคล้องกับพระธรรมวินัย
มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 มติ 3 พ.ศ. 2558 ระบบสุขภาพเขตเมือง: การพัฒนาระบบบริการสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม ·    คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติจัดทำยุทธศาสตร์ระบบบริการสุขภาพเขตเมือง เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2559
มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 มติ 5 พ.ศ. 2558 วิกฤติการณ์เชื้อแบคทีเรียดื้อยาและการจัดการปัญหาแบบบูรณาการ ·    แผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560- 2564 ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559
·    คำสั่งนายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2560
มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5 มติ 5 ความปลอดภัยทางอาหาร : การแก้ไขปัญหาจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ร่าง พระราชบัญญัติความปลอดภัยจากการใช้สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช พ.ศ. ... ถูกบรรจุในวาระการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)
มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 มติ 9 การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน ·    ระเบียบคณะกรรมการป้องกันบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติว่าด้วยค่าใช้จ่ายของอาสาสมัครในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2560 ทำให้ท้องถิ่นสามารถเบิกค่าใช้จ่าย ค่าตอบแทนให้อาสาสมัคร (อปพร.) ที่ทำงานป้องกันภัยทางถนนได้
2. ผลระดับพื้นที่
มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 มติ 9 การแก้ไขอุบัติเหตุทางถนน นำร่องดำเนินการใน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดปทุมธานี ร้อยเอ็ด ลำปาง
มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 6 มติ 5 ระบบการจัดการอาหารในโรงเรียน มีพื้นที่ดำเนินการใน 12 ตำบล ของจังหวัดสุรินทร์ และกำลังขยายผลสู่ระดับจังหวัดต่อไป
มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 7 มติ 3 การกำจัดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในประชาชน ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ทศวรรษกำจัดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ปี พ.ศ. 2559-2568 โดยมีโครงการรณรงค์การกำจัดปัญหาโรคพยาธิใบไม้ในตับและมะเร็งท่อน้ำดีฯ ในพื้นที่ 27 จังหวัด 84 อำเภอ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ) ในปี 2559 มีผู้ได้รับการคัดกรองด้วยอัลตราซาวด์ 135,000 คน มีผู้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งท่อน้ำดีและได้รับการรักษาอย่างทันเวลาถึง 616 คน และในปี 2560 ได้ขยายผลเป็น 138 อำเภอ คาดว่าจะมีกลุ่มเสี่ยงได้รับการคัดกรองถึง 160,000 คน
มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 มติ 2 ทบทวนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ การจัดการปัญหาหมอกควันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ มีการดำเนินงานเพื่อจัดการปัญหาหมอกควันในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยการร่วมมือหลายภาคส่วน เกิดพื้นที่ต้นแบบ แม่แจ่มโมเดล ในการจัดการปัญหาหมอกควัน

------


4. บทบาทในการสนับสนุนกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม


สช. มีบทบาทในการสนับสนุนกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมบนพื้นฐานทางปัญญา (4PW) ในระดับพื้นที่อย่างไร

ตอบ สช. สนับสนุนกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมบนพื้นฐานทางปัญญา (4PW) ระดับพื้นที่ โดยใช้เครื่องมือหลักตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ได้แก่ สมัชชาสุขภาพ ธรรมนูญสุขภาพ และการประเมินผลกระผลด้านสุขภาพ ในระดับพื้นที่ 3 ระดับ คือ (1) พื้นที่ระดับภาค : ดำเนินการการพัฒนากลไกเขตสุขภาพเพื่อประชาชนครอบคลุม 13 เขตพื้นที่ และการสนับสนุนสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น (Issue-based Health Assembly: IHA) ครอบคลุมพื้นที่ทุกภาค (2) พื้นที่ระดับจังหวัด : สนับสนุนคณะทำงาน 4PW จังหวัดในการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม จำนวน 76 จังหวัด ผ่านสมัชชาสุขภาพจังหวัด (3) พื้นที่ระดับชุมชน/ตำบล : ร่วมกับภาคียุทธศาสตร์ต่างๆ ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สนับสนุนคณะทำงาน 4PW จังหวัด ทีมห้าพลังและครูพี่เลี้ยง ให้พัฒนาและขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพื้นที่ ร่วมกับชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ทุกภาค




5. การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ หรือ HIA


5.1 การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ หรือ HIA คือ อะไร

ตอบ • ในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ได้ให้นิยามของ การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ หรือ HIA ไว้ว่า เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของสังคม ในการวิเคราะห์และคาดการณ์ผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อสุขภาพของประชาชน ที่อาจจะเกิดขึ้นจากนโยบาย แผนงาน/ยุทธศาสตร์ โครงการหรือกิจรรม อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างหากดำเนินการในช่วงเวลาและพื้นที่เดียวกัน ทั้งของภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาหรือการลงทุนเพื่อการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบในทางบวกหรือทางลบ ที่มีต่อสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน โดยมีการประยุกต์ใช้เครื่องมือที่หลากหลายและมีกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนให้เกิดการตัดสินใจที่จะเป็นผลดีต่อสุขภาพของประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
• กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของสังคม ในที่นี้หมายถึง การเปิดเผยแลกเปลี่ยนข้อมูล(Sharing Information) ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญในการลดความขัดแย้งของสังคม มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีเหตุผล มีหลักฐาน เพื่อทำให้ภาคส่วนที่เห็นต่างกัน ได้เกิดการเรียนรู้ระหว่างกัน เกิดความเข้าใจ ร่วมกันสร้างทางเลือกเชิงนโยบาย ร่วมการตัดสินใจที่ตอบโจทย์ทุกภาคส่วนมากที่สุด เกิดการยอมรับร่วมกัน ตามเจตนารมย์ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 และ ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดจากนโยบายสาธารณะ
• HIA ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติฯ จึงมิได้มีสถานะเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ (Hard Power) หรือใช้ในการพิจารณาอนุมัติเหมือนดังกฎหมายหลักทั่วๆ ไป เช่น พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 เป็นต้น แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียเกิดการพูดคุยบนประจักษ์หลักฐานบนความไม่มีสภาพบังคับ (Soft Power) และเมื่อชุมชนหรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าไปร่วมกันในกระบวนการนโยบายสาธารณะ เมื่อพบว่าในภาคส่วนนั้นๆ เช่น ชุมชนยังขาดข้อมูล องค์ความรู้ กระบวนการ HIA ก็จะช่วยเสริมศักยภาพ (Empowerment) ในการจัดทำข้อมูลจากคำพูด ข้อห่วงกังวล ให้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์พยานและข้อเสนอ

5.2 HIA มีขั้นตอนดำเนินการอย่างไรบ้าง

ตอบ การทำ HIA ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่
1) การกลั่นกรองนโยบาย แผนงาน โครงการหรือกิจกรรมโดยสาธารณะ (Public Screening) เป็นขั้นตอนแรกที่จะพิจารณารายละเอียดของนโยบาย แผนงาน โครงการหรือกิจกรรมว่าจะมีผลกระทบ ต่อสุขภาพเกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไร โดยมี ปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพ(Social Determinant of Health: SDH) เป็นกรอบในการพิจารณา ซึ่งการดำเนินงานในขั้นตอนนี้ ต้องเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนถึงการร่วมถกแถลงว่า ควรทำการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพหรือไม่ ด้วยแนวทางและวิธีการใด จึงจะเป็นผลเชื่อมโยงไปสู่กระบวนการตัดสินใจที่จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างเสริมและคุ้มครองสุขภาพของประชาชน
2) การกำหนดขอบเขตการศึกษาและแนวทางการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยสาธารณะ (Public Scoping) เป็นขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้ประชาชน ผู้มีส่วนได้เสีย และภาคส่วนต่างๆ ได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอประเด็นและแนวทางในการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ รวมทั้งเปิดเผยเอกสารนโยบาย แผนงาน โครงการหรือกิจกรรม โดยระบุถึงความเป็นมา ความจำเป็น แหล่งเงินทุน กระบวนการ และแนวทางในการดำเนินงาน รวมถึงนำเสนอข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับปัจจัยทางสังคมที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และร่างข้อเสนอการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ และที่สำคัญคือ ทางเลือกต่างๆ ในการดำเนินนโยบาย แผนงาน โครงการหรือกิจกรรมนั้นๆ
3) การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Assessing) เป็นการดำเนินการตามขอบเขต ประเด็น และแนวทางที่ได้กำหนดไว้ในขั้นตอนของการกำหนดขอบเขตการศึกษาโดยสาธารณะ โดยจะต้องมีการใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ทั้งทางวิชาการ วิทยาศาสตร์ และเครื่องมือของชุมชน รวมถึงจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างนักวิชาการนักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ และชุมชนเป็นระยะๆ
4) การทบทวนร่างรายงานการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบด้านสุขภาพโดยสาธารณะ (Public Review) เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นขั้นตอนที่ผู้ได้รับผลกระทบและสาธารณชนจะได้ร่วมกันกลั่นกรองความถูกต้อง และความครบถ้วนของข้อมูลและข้อสรุปในรายงานการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ ดังนั้น เจ้าของนโยบาย แผนงาน โครงการหรือกิจกรรม ควรนำเสนอข้อมูลผลการศึกษาอย่างเปิดเผย ครบถ้วน และต้องเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลจากทุกภาคส่วน และรับฟังความเห็นด้วยด้วยใจที่เปิดกว้าง
5) การผลักดันเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจ (Influencing) เป็นการนำเสนอผลการศึกษาการประเมินผลกระทบสุขภาพ และทางเลือกในการดำเนินนโยบาย แผนงาน โครงการหรือกิจกรรมนั้นๆ ต่อภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน และให้ได้มาซึ่งข้อตัดสินใจในการดำเนินนโยบาย แผนงาน โครงการหรือกิจกรรมที่สามารถยอมรับร่วมกัน รวมถึงแนวทางปฏิบัติในการผลักดันข้อตัดสินใจดังกล่าวที่นำไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนอย่างแท้จริงและยั่งยืน
6) การติดตามและประเมินผลโดยสาธารณะ (Public Monitoring and Evaluation) เป็นขั้นตอนของการติดตาม ตรวจสอบว่า การดำเนินนโยบาย แผนงาน โครงการหรือกิจกรรมนั้น ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ ไม่ว่าจะเป็นผลทางบวกหรือผลทางลบต่อสุขภาพตามที่ได้คาดการณ์ไว้หรือไม่ และหรือส่งผลกระทบอย่างไรต่อสุขภาพของประชาชน ทั้งนี้ ควรมีการออกแบบแนวทางในการติดตามและประเมินผล รวมถึงกำหนดคณะทำงาน และขอบเขตหรือประเด็นที่ควรทำการติดตามและประเมินผลร่วมกัน

5.3 ชาวบ้านหรือชุมชนได้รับประโยชน์จาก HIA จริงหรือไม่

ตอบ ชุมชนจะได้รับประโยชน์จาก HIA ทั้งในทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะการสร้าง “สังคมสุขภาวะ” ที่ดีขึ้น ตามมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ระบุให้ ประชาชนมีสิทธิดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ โดยชุมชนสามารถยื่นขอใช้สิทธิตาม มาตรา 11 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ ให้มีการจัดทำ HIA ได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีชุมชนและเครือข่ายทางสังคมยื่นเรื่องขอรับการสนับสนุนจัดทำ HIA จำนวนหลายโครงการ นอกจากนี้ชุมชนสามารถนำกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพไปประยุกต์ใช้หรือเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายเพื่อการกำหนดอนาคตการพัฒนาในพื้นที่ของตนเองสร้างชุมชนสุขภาวะตามที่วาดหวัง เน้นกระบวนการมีส่วนร่วม ได้รับรู้สถานการณ์ปัญหา ข้อมูลข้อเท็จจริง พร้อมทั้งร่วมกันหาทางออกและวางภาพอนาคตของตนเองในการเดินไปข้างหน้า เป็นการพัฒนาให้ชุมชนใช้สิทธิของตัวเองได้อย่างมีความหมาย แต่ไม่ใช่เป็นการใช้เพื่อคัดค้านกับโครงการดังที่หลายส่วนเข้าใจหรืออยากให้เป็น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ส่วนประโยชน์ที่สังคมได้รับในทางอ้อม คือ การที่หน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น หรือภาคเอกชน ตระหนักถึงทิศทางของการดำเนินนโยบายหรือโครงการลงทุนต่างๆ ว่าจะต้องคำนึงถึงบริบทของสังคมและสุขภาพมากยิ่งขึ้น และยึดหลัก “ทุกนโยบาย ห่วงใยสุขภาพ” (Health in all Policies)



6. เขตสุขภาพเพื่อประชาชน


6.1 เขตสุขภาพเพื่อประชาชนคืออะไร

ตอบ เขตสุขภาพเพื่อประชาชน หมายถึง เขตพื้นที่ระดับกลุ่มจังหวัดสำหรับดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดการบูรณาการเป้าหมาย ทิศทางและยุทธศาสตร์ ตลอดจนการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพที่สอดคล้องกับสถานการณ์สุขภาพของประชาชนในเขตพื้นที่ โดยเน้นกระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งนี้ ในแต่ละเขตสุขภาพเพื่อประชาชน มีคณะกรรมการเขตฯ (กขป.) เป็นกลไกหลักในการดำเนินงาน มีทำหน้าที่ดังนี้
     1) กำหนดเป้าหมาย ทิศทางและยุทธศาสตร์ในการดำเนินการและพัฒนาเกี่ยวกับระบบสุขภาพในเขตพื้นที่ โดยบูรณาการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ให้สอดคล้องกับความจำเป็นด้านสุขภาพของประชาชนในเขตพื้นที่ และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐและธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ และนโยบาย ยุทธศาสตร์ของ คสช.
     2) ประสานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดการขับเคลื่อนตามเป้าหมาย ทิศทางและยุทธศาสตร์ตามข้อ 1
     3) เสนอแนะและให้คำปรึกษาต่อหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
     4) ประสานกับ กขป. เขตพื้นที่อื่น เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ
     5) ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามเป้าหมาย ทิศทางและยุทธศาสตร์ฯ และให้ข้อเสนอแนะต่อ คสช.
     6) รายงานผลการดำเนินงานต่อ คสช. อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

6.2 ทำไมจึงต้องมีการจัดตั้งเขตสุขภาพเพื่อประชาชน

ตอบ เนื่องมาจากระบบสุขภาพของไทยในปัจจุบัน มีผู้เกี่ยวข้องหลายภาคส่วนซึ่งแต่ละภาคส่วนมีการดำเนินงานที่แตกต่างกันไปตามบทบาทหน้าที่ ทั้งการสร้างเสริมสุขภาพ และรักษาหรือซ่อมสุขภาพ แม้การแก้ปัญหา “ระบบสุขภาพ” ที่ผ่านมาจะสัมฤทธิ์ผลในระดับหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นไปเพื่อรับมือกับปัญหาการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือการ “ซ่อมสุขภาพ” เป็นหลัก อีกทั้งภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยังไม่มีการบูรณาการทำงานกันอย่างชัดเจน จึงเกิดกระแสเรียกร้องให้ “ปฏิรูประบบสุขภาพ” อย่างจริงจัง โดยใช้แนวคิด “สร้างนำซ่อม” และแนวทางสร้างกลไกให้ทุกภาคส่วนผสานการทำงานได้อย่างมีเอกภาพ ในรูปแบบของ “กลไกเขตสุขภาพเพื่อประชาชน” โดยวัตถุประสงค์ของเขตสุขภาพประชาชน ได้แก่
     ๑.) เป็นกลไกกระตุ้นให้เกิดการกําหนดวิสัยทัศน์ร่วมด้านสุขภาพของเขตพื้นที่ชี้ทิศทางและบูรณาการการทํางานร่วมกันของทุกภาคส่วนในด้านสุขภาพทุกมิติ ทั้งทางกาย ใจ ปัญญาและสังคมที่มุ่งความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพทั้งภายในเขตพื้นที่และระหว่างเขตพื้นที่
     ๒.) เป็นกลไกรองรับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการกําหนดและจัดการสุขภาพของตนเองในทุกมิติ
     ๓.) เพื่อจุดประกายและกระตุ้นให้องค์กรภาคีต่างๆ สามารถดําเนินงานบรรลุภารกิจของตนได้อย่างมีประสิทธิผล
     ๔.) เพื่อส่งเสริมแนวทางการกระจายอํานาจและสร้างความเข้มแข็งให้กับพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการปฎิรูประบบสุขภาพในการปฏิรูปประเทศไทย ที่เน้นบทบาทการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น
     และ ๕.) เป็นกลไกเสริมพลังของหน่วยงานต่างๆ ที่ปฏิบัติการในเขตพื้นที่และเอื้อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ควบคู่กับการสานพลัง (Synergy) โดยให้ความสําคัญกับประเด็นที่เกี่ยวกับสุขภาพตามแนวคิด "ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ (Health in All Policies)"

6.3 เขตสุขภาพเพื่อประชาชนแตกต่างกับเขตบริการสุขภาพอย่างไร

ตอบ เขตสุขภาพเพื่อประชาชนและเขตบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข มีความแตกต่างกันในด้านบทบาทหน้าที่ของเขต ดังแสดงในตาราง

เขตสุขภาพ
ของกระทรวงสาธารณสุข
เขตสุขภาพเพื่อประชาชน
 
๑)  บูรณาการงานระดับเขตพื้นที่ภายในกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมด ตามแผนการบริหารจัดการระบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะระบบส่งต่อผู้ป่วยในการรักษาพยาบาล (Service Plan)
๒)   การจัดแบ่งกลุ่มจังหวัดเป็น 12 เขต ซึ่งแต่ละเขตครอบคลุม 4-8 จังหวัด (ประชากร 3-6 ล้านคน) เพื่อให้มีขนาดที่เหมาะสม (Economy of scale) ในการจัดระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ และเอื้อต่อการพัฒนาระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ
๓)   มีอำนาจในการสั่งการด้านการบริหาร (Authority Board) หน่วยงานภายในกระทรวงสาธารณสุขในระดับเขต
๑)  สนับสนุนการบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง และการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ/วิชาชีพ และภาคประชาชน/เอกชน ในแนวทาง “ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ (Health in all Policy)
๒)  พัฒนาระบบการใช้ข้อมูลและการจัดการความรู้ร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายในเขตพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพภายในเขตพื้นที่
๓)  มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการทำงานด้านสุขภาพทุกมิติ ทั้งประเด็นที่เน้นเรื่องปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพ (Social Determinants of Health)
ซึ่งจำเป็นต้องมีขอบเขตการทำงานกว้างขวางครอบคลุมทุกภาคส่วน และสามารถสนับสนุนการบูรณาการงานของระหว่างเขตบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข และ สปสช.ได้ ด้วยการมีส่วนร่วมของภาคีและหน่วยงานต่างๆซึ่งเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ
๔)  ไม่มีอำนาจสั่งการด้านการบริหาร แต่เป็นกลไกประสานความร่วมมือ (Co-operation Board)


7. ข้อเสนอเชิงนโยบายผ่านกลไกอื่นๆ


นอกจากการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายผ่านเครื่องมือหลักตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 แล้ว สช. มีการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายผ่านกลไกอื่นๆ หรือไม่

ตอบ นอกจากการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายผ่านเครื่องมือหลักตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 แล้ว สช. ยังมีการพัฒนากลไกและเครื่องมืออื่นๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคีเครือข่ายในการนำไปพัฒนาข้อเสนอทางนโยบาย เช่น กระบวนการสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น กลไกคณะทำงานที่ สช. แต่งตั้งขึ้น การประชุมหารือร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีตัวอย่างการดำเนินในปัจจุบันดังนี้
     • กระบวนการจัดทำธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 ที่จัดทําขึ้นภายใต้มติมหาเถรสมาคม ผ่านกลไกคณะทำงานที่มีองค์ประกอบจากทั้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาส และได้ประกาศใช้แล้วตั้งแต่พฤศจิกายน 2560 เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางการส่งเสริมสุขภาวะพระสงฆ์ทั่วประเทศ
     • การพัฒนาข้อเสนอทางนโยบายเรื่อง การแก้ปัญหา ป้องกัน และควบคุมมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักอย่างมีส่วนร่วม ผ่านทางกลไกคณะทำงานวิชาการที่ สช. แต่งตั้ง โดยนำกระบวนการสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นมาใช้ในการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย
     • การนำกระบวนการประชาเสวนาหาทางออก ลูกขุนพลเมือง และสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นมาใช้ในการพัฒนาข้อเสนอทางนโยบายเรื่องสังคมสูงวัย ผ่านทางกลไกคณะกรรมการประสานการพัฒนานโยบายรองรับสังคมสูงวัย ที่ สช.แต่งตั้ง ที่มีกำหนดจัดเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม 2561 ตามลำดับ




ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม คลิก