Buddy Home Care ผู้ได้และผู้ให้ในคนเดียวกัน


 โครงการ Buddy Home Care หนึ่งโครงการภายใต้มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุจังหวัดเชียงใหม่ ที่ริเริ่มโดย อาจารย์สว่าง แก้วกันทา ผู้อำนวยการมูลนิธิผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ 
 ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้สูงอายุที่มีกำลังทรัพย์และต้องการผู้ดูแล 

ก่อนจะเป็นโครงการ Buddy Home Care อาจารย์สว่างได้เล่าให้ฟังว่าเริ่มต้นจากการจัดอาสาสมัครที่เป็นชาวบ้านไปดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ “ผู้สูงอายุในชุมชนเมืองหรือว่าในเขตเมืองของเชียงใหม่จะอยู่ตามชุมชนแออัด บางคนก็อยู่ในสลัม ลูกๆ ออกไปทำงานนอกบ้าน ชีวิตในชุมชนแออัดเป็นอีกภาพลักษณ์หนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่คนจะมองภาพเชียงใหม่ว่าสวยงาม น่าเที่ยว น่าอยู่ แต่ในขณะที่ผู้สูงอายุที่มาอาศัยในที่สาธารณะ พอแก่ตัวไปแล้วกลับบ้านไม่ได้ก็ต้องอาศัยอยู่ในที่วัด เราจึงเริ่มจาก 2 ชุมชน ที่มีผู้สูงอายุประมาณ 33 คน เราอบรมเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ชิด 27 คน ไปดูแลชีวิตความเป็นอยู่ ให้การสนับสนุน เช่น ที่อยู่อาศัยชำรุด ไม่ปลอดภัย เราก็เข้าไปเปลี่ยนแปลงให้ เช่น ห้องน้ำ ราวจับ ทางเดินอะไรพวกนี้”


อาสาสมัครส่วนใหญ่เป็น อสม.
“ส่วนใหญ่เป็นอสม.ที่มีในชุมชน แล้วก็มีแม่ค้าหาบเร่ หรือว่าแม่ค้าที่ขายของชำ ขายอาหารอะไรพวกนี้ บางทีก็เป็นอาสาโดยการทำอาหารตามสั่งแล้วก็ทำไปให้ผู้สูงอายุบ้าง จะเป็นอาสาสมัครแบบไม่เป็นระบบ แต่ก็ได้รับการอบรมจากมูลนิธิและคณะพยาบาลศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำนวน 18 ชม. เพื่อให้มีความรู้เบื้องต้น เพราะว่าส่วนใหญ่ก็เป็นอสม.อยู่แล้ว มีพื้นฐานเรื่องการดูแลสุขภาพเบื้องต้นอยู่แล้ว”


หลังจากนั้นได้จับมือกับคณะพยาบาลศาสตร์ พัฒนาโครงการและเพิ่มโอกาสให้กับคนพื้นเมือง

“ปี พ.ศ. 2558 เราเริ่มเห็นว่าผู้สูงอายุที่มีกำลังจ่ายยังมีอีกเยอะ เราก็เปิดรับสมัครหาคนพื้นเมือง ชาวเขา ชนเผ่า ที่จบม.3 มาเรียนเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ เรามองว่าเด็กเหล่านี้ไม่มีโอกาสเข้าไปเรียนหนังสือในเมือง ต้องกลับไปทำงานในไร่ในนาเหมือนเดิม ตรงนี้เด็กขาดโอกาสทางการศึกษา เด็กขาดโอกาสทางอาชีพ แต่ปรากฏว่าไม่มีคนมาสมัคร ประกาศอยู่หลายเดือน จนในที่สุดก็ต้องไปคุยกับองค์กรที่ทำงานกับชนเผ่าให้เขาคัดเลือกคนให้เราเข้ามาว่ามีใครสนใจแล้วเราก็ไปแนะแนว ไปนิเทศงาน แจ้งให้เขาทราบว่าเป็นอย่างไร ในที่สุดเขาก็หาคนมาให้เรา แล้วเราก็คัดเลือกคนระดับหนึ่ง เสร็จแล้วคณะพยาบาลก็มาคัดกรองอีกทีหนึ่งว่าใครจะเรียนได้หรือเรียนไม่ได้ หลักสูตรของคณะพยาบาลที่ทำด้วยกันมี 420 ชั่วโมง จะเรียนประมาณ 3 เดือน ค่าใช้จ่ายก็ค่อนข้างจะสูง เพราะว่าเราจะต้องนำเด็กจากจากในพื้นที่ชนเขาบนดอยลงมาอยู่ในเมือง แล้วก็เช่าหอให้ มีอาหารให้ อำนวยความสะดวกทุกอย่าง เราได้รับการสนับสนุนจากสสส. ให้ทดลองทำไปก่อน ในตอนเริ่มต้นเราก็ได้รับทุนจากหลายหน่วยงานที่ช่วยพัฒนาเทคนิควิชาการให้ รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์ก็ให้เราไปพบกับนักธุรกิจเพื่อเป็นโค้ชในการวางแผนธุรกิจให้ เพราะเราไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ เยอะอยู่เหมือนกัน แต่ว่าส่วนใหญ่การสนับสนุนนั้นมีทั้งเทคนิควิชาการแล้วก็แหล่งทุน เราก็ดำเนินการได้มาระยะหนึ่ง สสส. ก็ให้ทุนเรามาทำ 2 ปี เพิ่งจบไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา”


เป็นการสร้างโอกาสและอาชีพให้เด็กชาวเขา

“ตอนนี้ทำมาได้ 3 รุ่นก็เราก็ทำกับเด็กชาวเขา อายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งวัฒนธรรมของเด็กชาวเขามักจะแต่งงานเร็วการต้องกลับไปอยู่กับบ้านก็ไม่เป็นไร ในเมื่อเขามีความรู้ติดตัวแล้วก็เท่ากับชุมชนนั้นมีบุคลากรทางด้านการแพทย์ การพยาบาล สาธารณสุข ถ้าเด็กเหล่านี้กลับไปอยู่ชุมชนตัวเองเด็กเหล่านี้ก็จะไปเป็นอาสาสมัครในพื้นที่ ช่วยงานของรัฐบาล ช่วยแพทย์และพยาบาลจากรพสต.ได้อีกระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นส่วนน้อยที่กลับไป ตอนนี้เรามีเด็กที่อยู่กับเราประมาณ 30 กว่าคน”


Buddy Home Care จ่าย 1 แต่ได้ถึง 2

“เราคุยกับผู้สูงอายุที่มีกำลังจ่ายว่าคุณลุงจ่ายเงินให้เราแต่เราไม่ได้ดูคุณลุงอย่างเดียว เด็กคนนี้ก็จะไปดูแลผู้สูงอายุที่ไม่มีกำลังจ่ายอีกคนนึงในชุมชนแออัด เท่ากับเงินที่เขาจ่ายมาไม่ใช่เขาคนเดียวที่ได้รับประโยชน์แต่มีผู้สูงอายุอีกคนหนึ่งในชุมชนแออัดได้อานิสงส์ไปด้วย อันนี้ก็เป็นลักษณะที่เราเรียกว่า Buddy Home Care”

เสียงตอบรับจากผู้เข้าร่วมโครงการ

“กระแสตอบรับดี มีคนจากกรุงเทพฯ ติดต่อมาอยู่เรื่อยๆ แต่ว่าเราไม่สามารถที่จะจัดให้ทางกรุงเทพฯ ได้ เพราะว่าเด็กพวกนี้เป็นเด็กชาวเขา การเดินทางไปไกลๆ บ้านลำบาก”

เป้าหมายคือสร้างต้นแบบให้แก่ชุมชนอื่นๆ

“เป้าหมายระยะยาวที่คือเราอยากจะขยายหรือไปชวนเพื่อนในจังหวัดต่างๆ ใหญ่ๆ หรือภาคต่างๆรวมถึงกรุงเทพฯ ด้วยถ้าใครอยากจะทำ เราพอจะไปแนะนำได้แต่ว่าจะให้เราไปขยายเป็นเฟรนชายมันคงไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของเรา วัตถุประสงค์หลักคือสร้างต้นแบบไว้แล้วให้คนอื่นทำตามหรือนำไปดำเนินการต่อ อีกเรื่องหนึ่งคือผลกระทบทางสังคมที่เราประเมินไว้ก็คือว่าเด็กเวลาเขาได้เงินเขาใช้จ่ายเพียงนิดเดียว เงินส่วนหนึ่งก็ส่งกลับบ้าน ขณะเดียวกันเราก็เชิญชวนให้เด็กๆ ออมเงิน 10% ของรายได้ไว้กับโครงการ เพื่อที่จะเป็นทุนให้นักเรียนรุ่นต่อไป เด็กบางคนบอกว่าเขาเองเขาเป็นผู้ขาดโอกาสมาก่อน พอเขามีโอกาสแล้วก็อยากให้เขาให้โอกาสเด็กรุ่นหลังในชุมชนเขาด้วย อีกทั้งทำให้เขารู้สึกได้เป็นเจ้าของโครงการด้วย”

ถือว่าเป็นโครงการดีๆ อีกหนึ่งโครงการที่จะมารองรับสังคมสูงวัยอีกทั้งยังสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม เพราะนอกจากตัวเราและจะได้รับประโยชน์จากการบริการแล้ว ก็ยังได้ให้โอกาสแก่ผู้สูงอายุในชุมชนแออัดที่ไม่มีกำลังทรัพย์แต่ต้องการความช่วยเหลือและยังได้ให้โอกาสด้านการศึกษาและการทำงานแก่เด็กชาวเขาพื้นเมืองที่ขาดทุนทรัพย์อีกด้วย เรียกว่าหากเข้าร่วมโครงการแล้วจะเป็นทั้งผู้ได้และผู้ให้อย่างแท้จริง