พลิกฟื้นการจัดการศึกษาของชุมชน สร้างการศึกษาไทยยุค 5.0 อย่างยั่งยืน



สถานการณ์ของระบบการศึกษาไทยที่อยู่ในขั้นเกือบวิกฤต โดยรายงานดัชนีทุนมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 18 ปี ของธนาคารโลก (ตุลาคม 2561) ระบุชัดว่า คุณภาพการศึกษาในเด็กไทยนั้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในภูมิภาค และแม้ว่าจะเข้าเรียนในระบบเป็นเวลารวมถึง 12.4 ปีก็ตาม แต่คุณภาพการศึกษาที่ได้ กลับเทียบเท่ากับเด็กที่ได้รับการศึกษาเพียง 8.6 ปีเท่านั้น ส่วนสาเหตุมาจากคุณภาพการศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐาน

สภาพปัญหาในแวดวงอุดมศึกษาไทย ที่ปัจจุบันรูปแบบการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากสามารถเรียนรู้ได้ในทุกมุมโลกด้วยระบบออนไลน์ที่เปิดกว้างอย่างไร้ขีดจำกัด ส่งผลให้เยาวชนไทยเข้าสู่ระบบอุดมศึกษาเหลือเพียงร้อยละ 30 ทั้งที่ระบบอุดมศึกษาเป็นฐานสำคัญในการผลิตกำลังคน ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพสังคมและขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รวมไปถึงแนวโน้มในอนาคตที่บัณฑิตไทยอาจตกงานมากถึงร้อยละ 72 เพราะถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือหุ่นยนต์เอไอมากถึงร้อยละ 50 ในอีก 10 ปีข้างหน้า      

ในเรื่องนี้ ศ.เกียรติคุณ ไพฑูรย์ สินลารัตน์ อดีตคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะ ภาคีราชบัณฑิต กลับมองต่างออกไป และย้ำชัดว่า “วิกฤต” ในขณะนี้คือ “โอกาส” อันดี ที่จะกระตุกให้สังคมหันกลับมาตระหนักถึงความสำคัญของ “การจัดการศึกษาในชุมชน” รากฐานของการศึกษาไทยอย่างแท้จริงและร่วมพัฒนาไปด้วยกัน 

การจัดการศึกษาในชุมชน หรือ การจัดการศึกษาของชุมชน แท้จริงคือ การสื่อสารถ่ายทอดความรู้  ความเชื่อ ค่านิยม  นวัตกรรม  วิธีการแก้ไขปัญหาในชุมชนพื้นที่นั้น โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชน ทั้งความสามารถในการพึ่งพิงตนเองได้ทางเศรษฐกิจ  ความสามารถในการแก้ไขปัญหาของตนเอง  และการมีเอกลักษณ์และความยั่งยืนของชุมชน


ซึ่งการจัดการศึกษาของชุมชนตามแนว พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ. 2542 ได้เสนอแนวทางไว้ ดังนี้ 

1.ถ่ายทอดจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาของชุมชนไว้ในมาตรา 7 ที่ต้องมุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง  ภาคภูมิใจในความเป็นไทย  รู้จักรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมส่งเสริมการเรียนรู้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นและของไทยควบคู่ไปกับความรู้สากล  มีความสามารถในการประกอบอาชีพ  พึ่งตนเองได้  ดังนั้น การศึกษาที่จัดขึ้นจะต้องอยู่บนองค์ความรู้และภูมิปัญญาของชุมชน บนพื้นฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชุมชน จนชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้

2.ยึดถือหลักการจัดการศึกษาตลอดชีวิต  กล่าวคือการเรียนรู้ของบุคคลจะเกิดขึ้นตลอดเวลานับตั้งแต่เกิดจนตาย  เนื้อหาสาระที่เรียนรู้จะเกิดขึ้นเสมอและต่อเนื่อง  ดังนั้น ชุมชนจึงมีบทบาทในการจัดการศึกษาของคนในชุมชนตลอดเวลา

3.จัดการศึกษาโดยยึดถือหลักการระดมทรัพยากรทุกอย่าง  โดยการมีส่วนร่วมของบุคคล  ครอบครัว  ชุมชน  องค์กรชุมชน  และองค์การต่าง ๆ  จึงจะเป็นแนวทางที่ทำให้เกิดการจัดการศึกษาของชุมชนได้

และ 4.จัดการศึกษาโดยกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาให้กับชุมชนท้องถิ่น ดังนั้น ชุมชนท้องถิ่นจึงมีภาระที่จะต้องจัดการศึกษาให้กับสมาชิกในชุมชนของตนเองอย่างต่อเนื่อง

จาก 4 ข้อ ในข้างต้น จึงสรุปได้ว่าชุมชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา รวมถึงช่วยระดมทรัพยากรต่างๆ  มาช่วยการจัดการศึกษา และการจัดการศึกษาของชุมชนจะต้องจัดสาระการเรียนรู้ที่จะสร้างให้คนในชุมชนพึ่งตนเองได้ สามารถอนุรักษ์และพัฒนาภูมิปัญญาของท้องถิ่นของตนเองได้ 


“การจัดการศึกษาของชุมชน โดยชุมชนร่วมกันจัดการศึกษาเองนั้นจะมีความคล่องตัว หลากหลาย และเกิดรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบเครือข่าย ซึ่งการขยายการจัดการการเรียนรู้แบบเครือข่ายการมีส่วนร่วมของชุมชนในกลุ่มเยาวชน นับเป็นการจัดการที่ตอบโจทย์การศึกษาของประเทศไทย เกิดนวัตกรรมทางการศึกษาจำนวนมาก อาทิ หลักสูตรที่สนองตอบความต้องการของชุมชน คู่มือการจัดการเรียนรู้ของครู นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน รวมถึงคู่มือการพัฒนาชีวิต เกิดสื่อการเรียนรู้ แผนการเรียนรู้ นวัตกรรมการทำงาน ที่หลากหลาย เป็นต้น” ภาคีราชบัณฑิต กล่าว 

อย่างไรก็ดี การจัดการศึกษาของชุมชนแบบมีส่วนร่วมจากยุค 4.0 ซึ่งก็คือการสร้างนวัตกรรม ไปสู่การศึกษาที่จะก้าวสู่ยุค 5.0 คือการใช้นวัตกรรม เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาที่จะทำให้คนไทยมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้นั้น ศ.เกียรติคุณ ไพฑูรย์ ระบุว่า เครือข่ายจะกลายเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ที่จะต้องดำเนินการใน 5 ประเด็นสำคัญ คือ

1.สร้างความยั่งยืนในทุกระดับ 

2.ยกระดับคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้น มีความรับผิดชอบ ให้ความร่วมมือ 

3.กำหนดสาระ คิดให้ใหญ่ขึ้น 

4.เป็นพลังผลักดันเพื่อส่งเสริมให้การศึกษาของชาติสนใจวิถีชีวิตที่ดีงาม 

5.พัฒนาและสร้างกิจกรรมเพื่อเป็นคานงัดให้การศึกษาของชาติดำเนินไปในแบบการมีส่วนร่วม ของชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตสู่ยุค 5.0