วิกฤตของเสียอันตรายในไทย หยุดขยะพิษได้ด้วย กม. WEEE


 

วิกฤต ’ของเสียอันตราย ‘ ในไทย  

หยุดขยะพิษได้ด้วย กม. WEEE
 

ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญปัญหามลพิษ จากการจัดการของเสียอันตราย หรือ “ขยะพิษ” ไม่ได้มาตรฐาน โดยพบว่า มือถือเก่า โน้ตบุ๊ก แล็ปท็อป ทีวีเก่า ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ถูกทิ้งปะปนกับขยะมูลฝอยทั่วไป และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่ซากชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าโดนถอดแยกชิ้นส่วนแล้วเผาทำลาย เทกอง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำ สารเคมีอันตรายปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบทางเคมีทั้งปรอท ตะกั่ว หรือโลหะหนัก ล้วนเป็นสารก่อมะเร็งเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลจาก รายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2561 โดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ระบุว่า ของเสียอันตรายจากชุมชนเกิดขึ้น 638,000 ตันต่อปี โดยเป็นซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  414,600 ตันต่อปี หรือร้อยละ 65   อีก 223,400 ตัน หรือร้อยละ 35 เป็นของเสียอันตรายประเภทอื่นๆ  เช่น แบตเตอรี่ ถ่าน ไฟฉาย ภาชนะบรรจุสารเคมี กระป๋องสเปรย์  ของเสียอันตรายเหล่านี้ได้รับการจัดการอย่างถูกต้องเพิ่มขึ้นเพียง 83,600 ตัน หรือร้อยละ 13 เท่านั้น

ซึ่งในรายงานมลพิษฉบับล่าสุดนี้ ได้ระบุการจัดการยังไม่เพียงพอ ขาดกฎระเบียบที่จะคัดแยกของเสียอันตรายจากขยะทั่วไป และประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายกำกับดูแล ในการให้ภาคเอกชนรับผิดชอบในการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ด้วยวิกฤตดังกล่าว ใน แผนแม่บทด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากขยะและของเสียอันตรายของประเทศระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561 -2580) โดย ทส. หนึ่งในเป้าหมายใหญ่เป็นการลดภัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนจากของเสียอันตราย ตลอดจนมีการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ...  ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

คุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH)

“ของเสียอันตรายมีแหล่งกำเนิดจากภาคอุตสาหกรรมและเทศบาล โดยขยะอันตรายจากอุตสาหกรรมการผลิต มีกฎหมายกำกับชัดเจนทุกขั้นตอนการกำจัด บริษัทที่รับกำจัดต้องขึ้นทะเบียนถูกต้องกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีการตรวจวัดน้ำหนักจากแหล่งกำเนิดไปถึงสถานที่รับกำจัดขยะ แต่กลับพบมีการลอบทิ้งขยะอันตรายจากภาคอุตสาหกรรมเกิดขึ้น ในพื้นที่ป่า หรือปะปนกับหลุมขยะเทศบาล   โดยเฉพาะช่วงปี 2554-2557  ที่ชาวบ้านร้องเรียนจนเจ้าหน้าที่รัฐมาพิสูจน์ก็พบเป็นขยะอันตราย แต่บอกไม่รู้มาจากไหน ไม่มีการเอาผิดอย่างจริงจัง ซึ่งนอกจากปัญหากลิ่นเหม็นรบกวนสุขภาพแล้ว โลหะหนักอย่างสารปรอทและแคดเมียม ยังปนเปื้อนในดิน ในน้ำใต้ดิน “ เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH)  เผยสถานการณ์ความรุนแรง

ทุกปีขยะอันตรายจากอุตสาหกรรมและชุมชนเพิ่มขึ้น จากจำนวนโรงงานที่เพิ่มขึ้น ประชากรเพิ่มขึ้น และการบริโภคที่มากขึ้น ขยะเหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังแหล่งคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่กระจายไปทั่วประเทศไทย แต่ขาดองค์ความรู้ในการจัดการขยะพิษที่ถูกต้อง หนึ่งในแหล่งใหญ่ คือ อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธ์  

เพ็ญโฉม กล่าวว่า ชุมชนฆ้องชัยมีการคัดแยกกากของเสียอุตสาหกรรม และซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยพบว่าชาวบ้านนำเศษซากไปเผาแยกทองแดงและโลหะในที่หัวไร่ปลายนา เมื่อเก็บตัวอย่างดินในพื้นที่มาวิเคราะห์ พบการปนเปื้อนของสารตะกั่วสูงถึง 70,000 PPM ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน เป็นอันตรายกระทบต่อสุขภาพ กลุ่มเสี่ยงคือเด็กตรวจพบเป็นโรคโลหิตจาง ซึ่งเป็นโรคที่สัมพันธ์กับตะกั่ว จึงต้องมีการเฝ้าระวังด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง

ในยุค 4.0 ที่เปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิตอล อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นก่อนล้าสมัย ผู้บริโภคเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์บวกกับยุทธวิธีทางการตลาดโดนใจ ส่งผลให้คนไทยมีพฤติกรรมการเปลี่ยนมือถือ คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าถี่ขึ้น  โดยแต่ละครัวเรือนไม่ได้ให้ความสำคัญถึงการกำจัดของเก่า ซึ่งกลายเป็นขยะอันตรายว่าจะถูกกำจัดอย่างถูกต้องหรือไม่ 

“จอคอมพิวเตอร์ จอทีวี พัดลม สายไฟ หลอดไฟเคลือบสารปรอท ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ แม้กระทั่งบรรจุภัณฑ์เคมีต่างๆ ขวดยาฆ่าแมลง ขวดแชมพู ล้วนเป็นของเสียอันตรายจากชุมชน ถือเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม เพราะกฎหมายยังไม่ระบุชัดเจนจัดการอย่างไร และขาดคำนิยามประเภทของเสียอันตรายจากชุมชนที่ครอบคลุม  จำเป็นต้องทบทวนให้ทันสมัย เพื่อให้เท่าทันกับสถานการณ์”  เพ็ญโฉม กล่าว

ปัญหาของเสียอันตรายจากชุมชนจะแก้ไขได้ 

หากมีมาตรการทางกฎหมายควบคุม อย่างไรก็ตาม สำหรับความคืบหน้าของ พ.ร.บ.จัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ... หรือ กฎหมาย WEEE นั้น

ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า ร่างกฎหมายที่ผ่านเข้า สนช.ขณะนี้ เป็นร่างที่ถูกแก้ไขและหลายๆ มาตราคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ถอนออกจนหลักการสำคัญหายไปเกือบครึ่ง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะอันตรายทั้งวงจรหายไป และมีการล็อบบี้จากภาคอุตสาหกรรมเพื่อไม่ให้ สนช.ผ่านกฎหมายใหม่นี้ ต้องแก้กลับคืนสู่ร่างฉบับเดิมเพื่อปกป้องคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวม ของประเทศ

เพ็ญโฉม ยังย้ำชัดด้วยว่า หากประเทศไทยไม่มีกฎหมายฉบับนี้โดยเร็ว รูปธรรมในการจัดการของเสียอันตรายจากชุมชน ซึ่งเกี่ยวข้องกับซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จะยังคงเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศและสุขภาพต่อไป เพราะแม้จะคัดแยกขยะอันตรายในหน่วยงาน ตามบ้านหรือคอนโดมิเนียมแล้ว แต่ไม่สามารถติดตามได้ว่า ขยะพิษเหล่านี้ไปไหนต่อ แต่ถ้ากฎหมายจัดการขยะพิษมีผลบังคับใช้ จะมีการรวบรวมขยะพิษที่เป็นระบบ จากนั้นส่งคืนซากผลิตภัณฑ์ให้ผู้ผลิต ขยายความรับผิดชอบให้ภาคเอกชนจัดการซากผลิตภัณฑ์ของตนเอง จะมือถือ ทีวี เพราะผู้ผลิตรู้ว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีองค์ประกอบทางเคมีใด และต้องจัดการด้วยวิธีใดถึงมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำที่สุด

 

ของเสียอันตรายกลายเป็นปัญหาระดับชาติ

ถึงคราวรวมพลังทุกภาคส่วนร่วมจัดการ 

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) หนึ่งในองค์กรที่มีเป้าหมายสร้างสุขภาวะให้กับคนไทย จึงมีมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2552 ในมติที่ 1 ว่าด้วยการจัดการขยะอันตรายจากชุมชนอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน มอบหมายให้องค์กรที่เกี่ยวข้องจัดทำนโยบายด้านจัดการขยะอันตรายจากชุมชน มุ่งเป้าลดปริมาณขยะพิษและขยายความรับผิดชอบผู้ผลิต

เพ็ญโฉม แสดงทัศนะในประเด็นนี้ว่า ท้องถิ่นจะจัดการขยะอันตรายได้ต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีจัดการซากผลิตภัณฑ์ แม้แต่การคัดแยกขยะ และแผนดำเนินงานรองรับ รวมถึงปลูกฝังให้ลูกบ้านมีพฤติกรรมคัดแยกขยะก่อนทิ้ง และจุดทิ้งขยะชัดเจน ขณะที่ส่วนกลางมีหน้าที่ส่งเสริมท้องถิ่นให้มีองค์ความรู้เพื่อพัฒนาระบบการคัดแยกและรวบรวม และการส่งต่อขยะอันตราย  หากท้องถิ่นใดไม่ตระหนักการจัดการของเสียอันตรายก็โยนขยะพิษลงหลุมฝังกลบเทศบาลทั่วไป ส่วนคณะทำงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติต้องร่วมผลักดันให้กฎหมาย WEEE ออกมาให้ได้

“ความรับผิดชอบในการจัดการของเสียอันตรายไม่ใช่เพียงแค่หย่อนลงถังขยะอันตราย ทิ้งแล้วก็จบ แต่ในความเป็นจริงกระบวนการจัดการของเสียอันตรายมันยาว  ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ผู้คนเผชิญขยะอันตราย ไม่มีใครนิ่งนอนใจ มีต้นแบบสาธารณรัฐเชค ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป กำหนดทุกครัวเรือนต้องคัดแยกของเสียอันตรายชัดเจน กำหนดวันที่รถมารับขยะ ทางหน่วยงานปกครองจะนำของเสียอันตรายไปคัดแยกประเภทอีกครั้งเพื่อให้บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์มารับซากหรือส่งต่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตกำจัดซากผลิตภัณฑ์ แต่ไม่มีระบบนี้ในบ้านเรา“  เพ็ญโฉม กล่าวในท้ายที่สุด