การคิดเบี้ยเลี้ยงตามภาระงานส่งเสริมหรือทำลายจริยธรรมแห่งวิชาชีพ



การปรับเปลี่ยนวิธีคิดเบี้ยเลี้ยงแบบเดิมมาเป็นวิธีคิดตามภาระงาน หรือเรียกกันแบบฝรั่งว่า P for P  ที่กระทรวงสาธารณสุขได้นำแนวคิดนี้มาใช้ ได้ก่อให้เกิดปัญหาขัดแย้งในกระทรวงสาธารณสุข  การใช้ระบบดังกล่าว  หากพิจารณาในหลักการ  ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดี  กล่าวคือ  ใครทำงานมาก  ย่อมได้ค่าตอบแทนมาก  ซึ่งก็คือหลักบริหารโดยทั่ว ๆ ไป  แต่เมื่อนำหลักดังกล่าวมาใช้กับลักษณะงานทางการแพทย์  ซึ่งมีลักษณะเป็นวิชาชีพ (Profession) 

อาจจะมีความไม่เหมาะสมและสะท้อนให้เห็นว่า  ผู้บริหารในกระทรวงยังไม่เข้าใจลักษณะงานที่เป็นวิชาชีพ (Profession) อย่างแท้จริงว่า การประกอบวิชาชีพมีความแตกต่างจากการประกอบอาชีพ  (Occupation)  โดยทั่วไป และแตกต่างการประกอบธุรกิจ (Trade) อย่างมาก หรืออาจจะมีความเข้าใจ  แต่จงใจที่จะปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามแนวนโยบายที่ตนต้องการ

 

1. ความหมายและลักษณะงานที่เป็นวิชาชีพ

หากทราบความเป็นมาของคำว่า Profession  จะพบว่า คำนี้มีความหมายอย่างยิ่ง  คำว่า Profession  มาจากคำกริยา “to profess  จากรากศัพท์ภาษาลาตินว่า Pro+fateri  แปลว่ายอมรับหรือรับว่าเป็นของตน เดิมคำนี้ใช้ในเรื่องของศาสนาหมายความว่าเป็นการประกาศปฏิญาณตน  ซึ่งกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์  ได้เคยให้ความหมายของวิชาชีพว่า อาชีวปฏิญาณ  ซึ่งอาชีวปฏิญาณดั้งเดิมได้แก่วิถีทางของนักบวชซึ่งต้องเคร่งครัดในระเบียบวินัยที่วางไว้  ในเวลาต่อมาได้ขยายมาถึงนักกฎหมายและแพทย์  ซึ่งลักษณะของงานที่เป็น Profession  จะเป็นดังนี้

(1) เป็นงานที่มีการอุทิศตนทำไปตลอดชีวิต  โดยคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม เป็นสำคัญ  เป็นงานที่มีเจตนารมณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชน
 

(2) การงานนั้นต้องได้รับการอบรมสั่งสอนเป็นเวลานานหลายปี  คือมีการศึกษาโดยเฉพาะในวิชานั้น  มีการฝึกอบรมอย่างสมบูรณ์แบบในทางวิทยาศาสตร์ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง  (Prolonged formal scientific training) เป็นการศึกษาอบรมทางความคิด (Intellectual)  ยิ่งกว่าการใช้มือ (Manual) และแรงงาน
 

(3) มีชุมชนหรือหมู่คณะที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่สำนึกในจรรยาบรรณ และมีองค์กรที่จะคอยสอดส่องดูแลให้การทำงานของผู้ประกอบวิชาชีพอยู่ในกรอบของจริยธรรมจะเห็นว่าความหมายของ Profession ต่างกับ Occupation ซึ่งเป็นการประกอบอาชีพโดยทั่วไป  และต่างจาก Trade ซึ่งเป็นเรื่องของธุรกิจการค้า โดยลักษณะของ Profession เป็นงานที่ผู้ประกอบการงานนั้น มีความตั้งใจอุทิศตัวช่วยเหลือประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้  ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วย  จึงอยู่บนพื้นฐานของความนับถือไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันที่เรียกว่าเป็น  Fiduciary Relationship  แต่เมื่อ  Profession  ถูกทำให้เป็น Trade  ความสัมพันธ์ดังกล่าวก็จะค่อย ๆ หมดไป  

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่ผ่านมาก็คือการนำโรงพยาบาลเข้าตลาดหลักทรัพย์  ทำให้ความเป็นวิชาชีพแปรเปลี่ยนไปเป็นธุรกิจ  โรงพยาบาลหลายแห่งที่ถูกนักการเมืองและนักธุรกิจที่เป็นแพทย์บ้าง  ไม่ใช่แพทย์บ้าง เข้าครอบงำ โดยมองความเจ็บป่วยเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้  มองผู้ป่วยว่าเป็นลูกค้า  และตามด้วยการโฆษณาที่แอบแฝง หรือเกินความเป็นจริง  เพราะนั่นคือความปกติที่ธุรกิจมักจะทำกัน  ความสัมพันธ์ที่เป็น Fiduciary  ก็จะถูกแปรเปลี่ยนเป็น Contractual Relationship คือเป็นความสัมพันธ์กันในเชิงสัญญาเข้าแทนที่

 

2. เมื่อวิชาชีพถูกแปรเปลี่ยนเป็นธุรกิจและอิสระวิชาชีพถูกคุกคาม

เมื่อนักธุรกิจและนักการเมืองเข้าครอบงำงานทางด้านการแพทย์ และนำนโยบายแบบธุรกิจมาบริหาร  อิสระของวิชาชีพย่อมถูกกระทบไปด้วย   ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้บริหารโรงพยาบาล  ที่เคยเป็นความสัมพันธ์แบบผู้ร่วมวิชาชีพ  จะกลายเป็นการบังคับบัญชาแบบผู้มีอำนาจเหนือ  การแสดงความคิดเห็นจะถูกจำกัด  กลายเป็นเพียงทำงานเพื่อสนองนโยบาย  และลุกลามเข้าไปในส่วนที่เป็นดุลยพินิจหรืออิสระของวิชาชีพ  เกิดระบบตรวจสอบว่าแพทย์แต่ละท่านตรวจผู้ป่วยชั่วโมงละกี่ราย  ให้ผู้ป่วยนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลกี่ราย   มีการกำหนดแนวทางให้สั่งยามากเกินความจำเป็น  สั่งให้พยาบาลต้องนอบน้อมยกมือไหว้ผู้ป่วยเหมือนร้านสะดวกซื้อ  ซึ่งเป็นเรื่องของรูปแบบมากกว่าทำด้วยจิตใจเหมือนในอดีต  ผู้ประกอบวิชาชีพส่วนหนึ่งถูกทำให้เป็นเวชบริกรเหมือนที่ผู้มีอำนาจสั่งนักกฎหมายส่วนหนึ่งให้เป็นเนติบริกร  เมื่ออิสระของวิชาชีพถูกทำลายลง  ปัญญาถูกบดบังโดยอำนาจ  เกียรติของวิชาชีพจะค่อย ๆ หายไป  แม้แต่สภาวิชาชีพก็ถูกครอบงำด้วยวิธีคิดในระบบทุนนิยม  

หากศึกษาให้เข้าใจถึงลักษณะงานที่เป็นวิชาชีพ  ก็จะเข้าใจว่าการประกอบวิชาชีพของแพทย์และนักกฎหมายต่างกับการประกอบอาชีพโดยทั่วไป  เพราะการทำงานต้องใช้ความรู้โดยเฉพาะและต้องใช้ความรู้ในการตรวจวินิจฉัยให้ถูกต้องเหมาะสมกับผู้ที่มาขอความช่วยเหลือ  ลักษณะงานเช่นนี้จึงต้องมีความละเอียดถี่ถ้วนในการทำงาน  ไม่เหมือนการทำงานในลักษณะอื่น  แพทย์และนักกฎหมายจึงต้องมีอิสระของวิชาชีพในการทำงาน  หากจะถาม แพทย์หรือนักกฎหมายว่า  ผู้ป่วยหรือผู้ที่มาขอคำปรึกษา 20 คน  จะต้องใช้เวลาเท่าไร  คำตอบคือ ยังตอบไม่ได้  ไม่เหมือนการผลิตสินค้าในโรงงานหรืองานบริการอย่างอื่น  ที่กำหนดเวลาได้  การตรวจผู้ป่วยได้เร็ว  ได้จำนวนมาก  มิได้แปลว่า  ทำงานดีเสมอไป  หากกำหนดนโยบายเช่นนี้ โดยไม่เข้าใจลักษณะงานที่แท้จริงของความเป็นวิชาชีพจะส่งผลโดยตรงให้กระทบต่อจริยธรรมแห่งวิชาชีพที่ครูบาอาจารย์พร่ำสอนกันไว้ว่า  เวลาตรวจผู้ป่วยต้องคุยกับผู้ป่วยให้เกิดความเข้าใจ  ต้องตรวจร่างกาย  ต้องใช้ความรู้อย่างรอบคอบในการวินิจฉัยโรค  ต้องให้เวลาผู้ป่วยได้ซักถาม  การกำหนดภาระงานจะต้องคำนึงถึงความจริงเหล่านี้เป็นสำคัญ


3. นโยบาย Medicul Hub  เพื่อรักษาคนต่างชาติและการดึงบุคลากรทางด้านการแพทย์ออกจากภาครัฐ

นโยบาย   Medical Hub  ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์สุขภาพและดึงต่างชาติมารักการรักษาพยาบาล  ดูโดยผิวเผินเหมือนจะดีเพราะมีเงินไหลเข้าประเทศไทย  แต่ในความเป็นจริง  ต้องถามว่า  เงินไหลเข้ากระเป๋าใคร  การกำหนดนโยบายเช่นนี้เป็นประโยชน์โดยตรงกับกลุ่มนายทุน  ที่ได้ทำให้งานการแพทย์เป็นธุรกิจ  ผลกระทบที่มีต่อสังคมอย่างมากก็คือ  การซื้อตัวบุคลากรทางแพทย์ออกจากภาครัฐ  ยิ่งนโยบายภาครัฐ  ทำให้ค่าตัวของบุคลากรถูกลง  การดึงคนออกจากภาครัฐ  ก็ยิ่งทำได้ง่ายขึ้น  บุคลากรที่ถูกดึงออกจากภาครัฐ  แม้จะมีรายได้เพิ่มขึ้น  แต่ก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น  เพราะการที่ทำให้วิชาชีพแพทย์กลายเป็นธุรกิจ  จะทำให้ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้น  เมื่อชาวบ้านถูกเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลที่แพงมาก  ความสัมพันธ์ที่ดีย่อมลดลง  ชาวบ้านไม่รู้หรอกว่าใครถือหุ้นในโรงพยาบาล  แต่จะมองว่าหมอและพยาบาลเปลี่ยนไป  เมื่อถูกเก็บค่ารักษาพยาบาลมากประกอบกับโรงพยาบาลโฆษณาว่ารักษาได้สารพัด  ย่อมทำให้เกิดความความคาดหวังในบริการ  เมื่อผลออกมาไม่พึงประสงค์  ปัญหาการฟ้องร้องจะตามมา  จะสังเกตเห็นว่า คดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมาก ๆ  ส่วนใหญ่จะเกิดในโรงพยาบาลเอกชน  ซึ่งหลายกรณีโรงพยาบาลก็ปฏิเสธความรับผิดและโยนความผิดมาให้แพทย์และพยาบาล  การใช้กลไกแบบธุรกิจที่ขาดมนุษยธรรมมาบริหารโรงพยาบาล  ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบวิชาชีพและประชาชน  เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกลับกลายเป็นปัญหาระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพกับประชาชน  ผู้ถือหุ้นของโรงพยาบาลมักไม่ต้องเข้าพัวพันด้วย  เพราะเขาเป็นเพียงแต่ผู้รับเงินปันผลปลายปี  โดยมีแพทย์ส่วนหนึ่งเป็นผู้บริหารให้ตามนโยบายที่วางไว้     ในเรื่องดังกล่าวนี้  ถ้าจะเปรียบเทียบไปแล้ว  บุคลากรในโรงพยาบาลของรัฐจะดีกว่าในแง่ที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539    เพราะถ้าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ  กฎหมายกำหนดให้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานรัฐ  จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้

สิ่งที่นำเสนอไปนั้น คือ ความห่วงใยกับภัยที่กำลังเกิดขึ้นกับบุคลากรทางการแพทย์และผลกระทบที่จะมีต่อภาคประชาชน  ผู้เขียนเคยพูดเรื่องเช่นนี้ในการประชุมวิชาการของแพทย์เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว  แต่แพทย์ส่วนหนึ่งก็ยังมองไม่เห็นภัยลักษณะนี้  แพทย์ส่วนหนึ่งได้เปลี่ยนตัวเองไปเป็นแพทย์พาณิชย์  ร่วมมือกับกลุ่มทุนหาเงินใส่ตัวโดยไม่สนใจจรรยาบรรณวิชาชีพ  นโยบายทางการเมืองในระยะหลังได้ทำให้เกิดความแตกแยกกันในกลุ่มแพทย์  ซึ่งเมื่อเกิดการแตกแยก  ย่อมง่ายแก่การปกครอง  เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วในวงการแพทย์ของประเทศไทย และจะเกิดผลกระทบต่อภาคประชาชนตามมามากขึ้น

 
ชื่อผู้แต่ง: 
แสวง บุญเฉลิมวิภาส
คำค้น: 
การคิดเบี้ยเลี้ยงตามภาระงานส่งเสริมหรือทำลายจริยธรรมแห่งวิชาชีพ