รู้จักพลังอำนาจของ “AI” ที่เหนือกว่า “มนุษย์”


ทุกวันนี้ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ที่ใกล้ตัวที่สุด คือ   โดยเฉพาะใน Smartphone  ที่มี Application ต่างๆที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก   เพราะมี AIอยู่เบื้องหลังการจัดการข้อมูลต่างๆให้เรานั่นเอง 

นอกจากนี้ที่เห็นมากชัดเจนกว่านั้น คือ  "รถยนต์ไร้คนขับ (Self Driving car)ที่กำลังมีการพัฒนาจากบริษัทรถยนต์ต่างๆ และคาดว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ใกล้ที่สุดที่จะผลต่อชีวิตเราอีก  10 ปีข้างหน้า  

รายงานจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด ปี  2556 ชี้ว่า ครึ่งหนึ่งของงานในประเทศสหรัฐจะเป็นระบบอัตโนมัติ โดยได้ลงลึกไปที่ งานการขนส่งมวลชน  งานด้านธุรการ ซึ่งจะเป็นงานที่จะถูกทดแทนด้วย AI ทั้งหมด 
 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ เช่น  Googles, Facebooks และ Amazons ต่างทุ่มเงินศึกษาและพัฒนา AI กันอย่างเต็มที่  เพราะถ้าใครทำได้สำเร็จก่อนก็จะได้ครอบครอง "จุดแข็ง" ของ AI "ประสิทธิภาพ และ พลังอำนาจ" ของ AI นั่นเอง 
 

AI ทำให้งานมี "ประสิทธิภาพ" (Efficeincy) เพราะสามารถทำงานได้คร้ั้งละมากๆ โดยสามารถทำได้โดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะงานที่มีความซ้ำซากน่าเบื่อต้องทำซ้ำๆ เช่น งานประกอบชิ้นส่วนในโรงงาน งานจัดการคลังสินค้าเหมือนที่ Amazon และ Alibaba นำหุ่นยนต์มาใช้ สามารถทดแทนพนักงานได้นับพันๆคน เพราะหุ่นยนต์เหล่านี้ทำงานไม่มีหยุด 

 

ที่มารูปภาพ:phukethospital.com

นอกจากนี้ AI ยังมี "พลังอำนาจ"(Power)เพราะ AI มีศักยภาพที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ เช่น การสแกนหาข้อมูลที่ซับซ้อนได้อย่างรวด  เช่น Watson ของ IBM ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลโรคมะเร็งได้ภายในไม่กี่นาที เป็นต้น 

 

ข้อคิดประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี 

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ยังเป็นที่กังวลใจกันอยู่ดีว่างานที่เคยมีจะถูก AI/ หุ่นยนต์ยึดไปจนหมด  ทำให้มีการทำนายคาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น จะเป์นไป 2 แนวทาง คือ 1. ยุคหายนะ (Dystopia) เป็นยุคที่ไม่งานทำ  เกิดความเหลื่อมล้ำ สังคมเข้าสู่กลียุค 2. ยุครุ่่งเรือง  (Utopia)เป็นยุคที่รัฐบาลจ่ายสวัสดิการให้ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน โดยประชาชนมีเวลาเพิ่มมากขึ้น มีความก้าวหน้าในการผลิตและสร้างสรรค์  และมีแนวโน้มเป็นผู้ประกอบการมากขึ้น 

เมื่อดูเหมือนว่าจะมีวิกฤตและโอกาสแบบนี้  เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะมองไปที่โอกาส หรืออย่างน้อยควรทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของมนุษยชาติที่มีการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี เพราะเรามีการปฏิวัติอุตสาหกรรมมาแล้วถึง 3 ครั้ง ตั้งแต่ยุคพลังงานไอน้ำ ปี 1760 , ยุคพลังงานไฟฟ้า,เหล็ก และ น้ำมัน ปี 1860  ยุคคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตปี 1960  และ ปัจจุบัน ยุคที่ 4  ซึ่งเป็นการหลอมรวมของเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนผ่าน ความเจริญก้าวหน้าก็จะเกิดขึ้น  อย่างเช่นใน สหรัฐในปี 1800 ประชากร 80% มีอาชีพเกษตรกร  แต่ปัจจุบันเหลือแค่ 2 % เท่านั้น

และ เครื่องจักร หุ่นยนต์ต่างๆ ยังทำให้การเกษตรง่ายขึ้น 
รวมถึงในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้การเกี่ยวข้าวต้องใช้คนจำนวนมาก แต่หลังจากมีการพัฒนารถเกี่ยวข้าว ก็ใช้จำนวนคนไม่กี่คนเท่านั้นและสามารถเก็บเกี่ยวได้รวดเร็วกว่าเดิมหลายเท่าอีกด้วย  สถาบันวิจัย Gartner ระบุว่า 1 ใน 3 ของงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะมีการ "เปลี่ยนผัน" (convert) ไปสู่ เครื่องจักรอัจฉริยะ หุ่นยนต์ และ ซอฟท์แวร์ต่างๆ ภายในปี 2025  

 

เปิด  6 อาชีพที่รอดจาก AI 

อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายอาขีพที่ "หุ่นยนต์" ไม่สามารถแทนที่ความสร้างสรร การมีเหตุมีผล ไอเดียด้านศิลปหัตถกรรม โดยยังมีอาชีพที่เหนือกว่าหุ่นยนต์ คือ

1. อาชีพผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเด็ก (Childcare Expert)  เพราะหุ่นยนต์ยังไม่มีความสามารถพอที่จะดูแลทารกได้  การเลี้ยงทารกต้องเป็น “คน”เท่านั้น  เพราะฉะนั้น คนที่ทำงานดูแลเด็กไม่ต้องกลัวหุ่นยนต์แย่งงาน 
 

2. คนทำอาหาร (Chef) หุ่นยนต์ไม่สามารถที่จะแยกแยะ ชิม อาหารต่างๆได้  มีแต่มนุษย์เท่านั้น 
 

3. ไกด์ทัวร์ (Tour Guide) คนต้องการประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แท้จริง  ไม่ใช่การนำเที่ยวท่อ่งจำจากหุ่นยนต์ 
 

4. สื่อมวลชน (Journalist) หุ่นยนต์สามารถเขียนข่าวได้ แต่ไม่สามารถ   สัมภาษณ์แหล่งข่าวอย่างวิเคราะห์เจาะลึกได้  ดังนั้น สื่อที่มีคุณภาพยังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานเสมอ  เพราะยุคปัจจุบันถือเป็นยุคทองของเนื้อหา (Age of Content) เพราะฉะนั้น เรื่องราวดีๆ ยังได้รับความนิยมและติดตามตลอด 
 

5. ศิลปิน (Artists) ซึ่งรวมถึง นักเขียน นักดนตรี จิตรกร นักปูนปั้น ผู้กำกับ  และกลุ่มคนที่ชอบงานหัตถกรรมต่างๆ  ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ผลงานศิลปะเหล่านี้ต้องทำโดย “คน”เท่านั้น แม้ว่า AI อาจจะแต่งเพลงได้ เขียนได้ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ของจริงอยู่ดี (Artificial) 
 

6. หมอ (Doctor) การปฏิสัมพันธ์กับคนไข้เป็นเรื่องสำคัญมากเพราะมีผลต่อจิตใจคนไข้ ซึ่งหุ่นยนต์ยังไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้ เพราะหุ่นยนต์ยังไม่สามารถแสดงความรู้สึก “เข้าอกเข้าใจ” (Emphaty)  นั่นเอง 
 

ทั้งหมดนี้จึงกลับมาที่ความคิดพื้นฐานเริ่มแรกของการคิดสร้างหุ่นยนต์ก็เพราะต้องการให้หุ่นยนต์มาทำงานที่น่าเบื่อซ้ำซากแทนคน เพราะหุ่นยนต์สามารถทำงานได้ 24/7  ไม่มีเหน็ดเหนื่อย และหว้งว่าเพื่อให้ "คน" มีเวลาใช้ความคิดสร้าางสรรค์และออกไปหาความสุขให้กับชีวิตมากขึ้น 

ที่มารูปภาพ:Thaimobilecenter

แล้วคุณล่ะ ได้ใช้ความคิดสร้างสรรและทักษะการเป็น
“มนุษย์” เต็มที่หรือยัง!!!