จะรู้ได้อย่างไร ผู้ป่วยที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต


 

 จะรู้ได้อย่างไร  ผู้ป่วยอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต  ในกฎกระทรวงซึ่งออกตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ  ได้ให้นิยามไว้ดังนี้

 

“วาระสุดท้ายของชีวิต”  หมายความว่า  ภาวะของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาอันเกิดจากการบาดเจ็บหรือโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายได้และผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้รับผิดชอบการรักษาได้วินิจฉัยจากการพยากรณ์โรคตามมาตรฐานทางการแพทย์ว่า  ภาวะนั้นนำไปสู่การตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระยะเวลาอันใกล้จะถึงและให้หมายความรวมถึงภาวะที่มีการสูญเสียหน้าที่อย่างถาวรของเปลือกสมองใหญ่ที่ทำให้ขาดความสามารถในการรับรู้และติดต่อสื่อสารอย่างถาวร  โดยปราศจากพฤติกรรมการตอบสนองใด ๆ ที่แสดงถึงการรับรู้ได้  จะมีเพียงปฏิกิริยาสนองตอบอัตโนมัติเท่านั้น


กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต  หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย พ.ศ. 2553


การให้ความหมายเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของชีวิต  กฎหมายบัญญัติเป็นกรอบหรือแนวทางไว้เท่านั้น  ในทางปฏิบัติแพทย์เจ้าของไข้  จะเป็นผู้ประเมินตามหลักวิชาทางการแพทย์และแจ้งแก่ญาติ  หากญาติเห็นพ้องตามที่แพทย์อธิบาย  ทุกอย่างก็คงดำเนินการตามเจตนาที่ผู้ป่วยได้แสดงไว้ใน Living will  แต่หากญาติไม่เห็นด้วยและประสงค์ให้ยื้อชีวิตต่อไป  ก็คงต้องเป็นไปตามเจตนาของญาติ  ในทางปฏิบัติการเชิญญาติที่มีอำนาจตัดสินใจมาประชุมพูดคุยกัน  จึงเป็นเรื่องที่แพทย์ พยาบาล พึงปฏิบัติ  แม้ผู้ป่วยจะมี  Living will  ไว้แล้วก็ตาม  ขั้นตอนเหล่านี้เป็นเรื่องที่แพทย์ พยาบาล ปฏิบัติกันอยู่แล้ว  เพียงแต่ว่าถ้ามี Living will ของผู้ป่วย  การพูดคุยกับญาติย่อมง่ายเข้า  เพราะรู้ว่าผู้ป่วยต้องการอย่างไร
 


ข้อกฎหมายที่มักจะสอบถามกันก็คือ  เมื่อผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว  ใครคือผู้ที่มีอำนาจจัดการแทน  คำตอบก็คือญาติผู้ใกล้ชิด  เช่น  บิดามารดา  สามีหรือภริยา  หรืออาจเป็นบุตรของผู้ป่วย  หากญาติมีความเห็นตรงกันก็คงไม่มีปัญหา  แต่ในกรณีที่ญาติมีความเห็นไม่ตรงกัน  จะฟังความเห็นของญาติคนไหน  ในเรื่องนี้กฎหมายไม่ได้เรียงลำดับญาติไว้  กฎหมายได้ลำดับญาติไว้เฉพาะเรื่องการรับมรดกเท่านั้น  ดังนั้นในเวชปฏิบัติ  ในกระบวนการ  informed consent  แพทย์จึงควรถามญาติที่มาส่งผู้ป่วยหรือญาติที่เฝ้าดูแลผู้ป่วยอยู่ว่าเขามีอำนาจตัดสินใจแทนญาติทุกคนหรือไม่  หากไม่สามารถตัดสินใจคนเดียวได้  แพทย์ควรแนะนำให้พาญาติที่มีอำนาจร่วมตัดสินใจมาพบแพทย์ด้วย  ยิ่งในสังคมไทยที่เป็นครอบครัวใหญ่  มีญาติหลายคน  แพทย์ไม่อาจทราบได้เลยว่า  ในแต่ละครอบครัว  ใครมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจแทนผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว  การสอบถามให้รู้ว่าใครจะตัดสินใจได้  จะช่วยให้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง
 

แต่ปัญหานี้จะง่ายเข้า  ถ้าผู้ป่วยได้แสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในระยะสุดท้ายของชีวิต  โดยการเขียน  Living will  ไว้และหากบุคลากรทางการแพทย์  ได้ปฏิบัติตาม  Living will  กฎหมายก็ได้บัญญัติรับรองไว้ว่า  มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง
 

การพูดคุยกับญาติให้เกิดความเข้าใจตามความเป็นจริงจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก  แต่การพูดคุยเรื่องดังกล่าวนี้  แพทย์จะต้องอาศัยศิลปะในการพูดคุยกับญาติให้รู้ถึงความจริงของโรคร้ายที่ผู้ป่วยเป็นอยู่และให้ญาติได้รับรู้ว่าเป็นระยะสุดท้ายของชีวิตแล้ว  การเหนี่ยวรั้งชีวิตด้วยเครื่องมือต่าง ๆ กลับจะทำให้ผู้ป่วยได้รับความทุกข์ทรมานโดยให้ความรู้แก่ญาติด้วยว่า  วิธีที่จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่เกิดความทุกข์ทรมานมากนักและจะทำให้จากไปอย่างสงบก็คือ  การรักษาแบบประคับประคอง (palliative care)  คือการดูแลบรรเทาโรคตามอาการ  (symptom control)  การบรรเทาความเจ็บปวด  (relief pain) ตลอดจนการดูแลทางด้านจิตใจ  (spiritual healing) ให้แก่ผู้ป่วยด้วย 

หากญาติได้รับรู้และมีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว  ก็จะตัดสินใจในทางที่ถูกต้องได้   ในหลาย ๆ กรณีที่เป็นอยู่  ก็คือ  ญาติไม่ได้รับรู้ข้อมูลในเรื่องเหล่านี้  และคิดว่าการใส่เครื่องช่วยหายใจ  การใส่สายอาหารทางจมูก  การปั๊มหัวใจ  เป็นวิธีการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ดีที่สุด

 

 

คำค้น: 
จะรู้ได้อย่างไร ผู้ป่วยที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต