ยกเครื่องระบบดูแลในภาวะฉุกเฉินของประเทศ

ยกเครื่องระบบดูแล
ในภาวะฉุกเฉินของประเทศ


 

พลเดช  ปิ่นประทีป

สมาชิกวุฒิสภา 

เขียนให้โพสต์ทูเดย์ / วันพุธที่ 5 มิถุนายน 2562

 

     สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) เป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพรบ.การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ พ.ศ.2551 อายุองค์กร 10 ปี มีผลงานเชิงนวัตกรรมมากมาย ภาคีเครือข่ายปฏิบัติการหลากหลาย และมีพัฒนาการก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนกระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการสาธารณะภัยด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ โดยมีสำนักสาธารณสุขฉุกเฉิน หน่วยกู้ชีพนเรนทร และกรมควบคุมโรค เป็นหน่วยดำเนินการ

 

นอกจากนั้น ยังมีหน่วยงานพันธมิตรร่วมพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการดูแลระบบฉุกเฉินของประเทศอีกมากมาย อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สถานีตำรวจดับเพลิงและรถพยาบาลโรงพยาบาลตำรวจ)  กระทรวงกลาโหม(ศูนย์รถพยาบาลกระทรวงกลาโหมและโรงพยาบาลในเครือกองทัพ)  กรุงเทพมหานคร(ศูนย์เอราวัณ) โรงพยาบาลขอนแก่น  กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ) ฯลฯ
 

     แต่ก่อน เวลาพูดถึงการแพทย์ฉุกเฉิน ผมมักจะนึกถึงแต่ปัญหาอุบัติท้องจราจรในท้องถนน เพราะมันนำมาซึ่งการตาย การบาดเจ็บและความพิการของประชากรปีละมากๆ  แต่จากสถิติกลับพบว่า อัตราตายในโรงพยาบาล / แสนประชากร(2552-2559) ส่วนใหญ่มาจาก 3 ฐานการเจ็บป่วย ได้แก่  1) หลอดเลือดสมอง 48.72) อุบัติเหตุจราจร 36.23) หลอดเลือดหัวใจ 32.3  ส่วนผู้พิการนั้น พบว่า 31.8%  มีสาเหตุเกิดจากการเจ็บป่วย ส่วนกลุ่มที่เกิดจากอุบัติเหตุจราจรมี 13.9%เท่านั้น

 

     นอกจากนั้น ยังมีปัญหาภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดจากโรคระบาด เช่น ไข้หวัดนก ซาร์ เมอร์ส 
หรือพิบัติภัยธรรมชาติน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม พายุหมุนฤดูร้อน แผ่นดินไหว คลื่นยักษ์สึนามิ และยังมีสาธารณะภัยขนาดใหญ่ ความขัดแย้งทางสังคม ความไม่สงบ และสงคราม ซึ่งทั้งหมดนี้ เรียกรวมๆว่า “ภาวะฉุกเฉิน”  เป็นระดับภูมิภาค-ท้องถิ่น หรือของประเทศ



 

     เมื่อสัปดาห์ก่อน ได้ไปพูดเรื่องทิศทางการปฏิรูปการแพทย์ฉุกเฉินในเวทีวิชาการประจำปีของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่ปฏิบัติงานในด้านนี้โดยตรง แต่บังเอิญเคยเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขมาก่อน ได้รับฟังข้อมูลและสภาพปัญหาข้อติดขัดจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งยังได้ร่วมจัดทำแผนปฏิรูปประเทศที่มีประเด็นเรื่องการแพทย์ฉุกเฉินอยู่ด้วย

 

จึงได้นำเสนอประเด็นงานรูปธรรมและทิศทาง 14 ประการ เพื่อให้ภาคีเครือข่ายพิจารณาและขับเคลื่อนร่วมกัน ดังนี้  

   1.โครงการ “รับแจ้งเหตุ เลขหมายเดียว”  เรื่องนี้พูดกันมานาน บัดนี้ครม.ได้มีมติเมื่อ 25ธค.2561ให้จัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติเลขหมายเดียว คือ 191 และมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติไปดำเนินการ ซึ่งต้องช่วยกันติดตาม ขอมีส่วนร่วมและช่วยกันสนับสนุนให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็ว


 

   2.เครือข่าย“ศูนย์รับแจ้งเหตุท้องถิ่น”    งานศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน(ในทุกกรณี) ควรต้องเป็นบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง (อบจ. เทศบาลและอบต.) หน่วยงานระดับชาติมีหน้าที่เพียงให้การสนับสนุนและขยายการเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ


 

   3.พัฒนา“ระบบดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน”    ระบบการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินก่อนถึงโรงพยาบาล (Emergency Medical Services : EMS) เป็นงานที่สำคัญมากต่อการช่วยชีวิตและรักษาอวัยวะของผู้ป่วย ทั้งบุคลากรและอาสาสมัครจะต้องมีขีดความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์ มีเครื่องไม้เครื่องมือและการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ


 

   4.พัฒนา“ระบบการส่งต่อฉุกเฉิน”     การส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน จากโรงพยาบาลหนึ่งไปสู่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า ต้องมีหลักประกันว่า ไม่ติดขัด ไร้รอยต่อ 


 

   5.สร้าง“หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉิน”   จัดให้มีหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินที่มีสมรรถนะสูงและเคลื่อนที่เร็วสักจำนวนหนึ่ง ทั้งในด้านการแพทย์และด้านสาธารณสุข ซึ่งอาจตั้งอยู่ในส่วนกลางหรือกระจายอยู่ในระดับศูนย์กลางภูมิภาค เพื่อรองรับปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนและต้องการความรวดเร็วในการแก้ปัญหา 


 

   6.จัดระเบียบ“ศูนย์สั่งการ”   อันนี้เป็นงานภายในของกระทรวงสาธารณสุข ควรแยกศูนย์สั่งการ/อำนวยการ ทางด้านการแพทย์ กับด้านการสาธารณสุข ให้มีความชัดเจน 


 

   7.พัฒนา“บริการห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน”      ปัจจุบันในโรงพยาบาลต่างๆ ห้องบริการผู้ป่วยฉุกเฉิน(ER) กับ การบริการผู้ป่วยนอกเวลา(OPD) มักอยู่ด้วยกัน เพราะต้องการประหยัดทรัพยากร ทำให้เมื่อเวลาที่มีผู้ป่วยฉุกเฉินจะเกิดความสับสนอลหม่าน เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ต้องแข่งกับเวลา  จึงควรจะต้องแยกงานทั้งสองออกจากกันให้ชัดเจน


 

   8.โครงการ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิ์ทุกที่”    นโยบายนี้เป็นผลงานโบว์แดงอีกชิ้นหนึ่งที่เกิดขึ้นในรัฐบาลคสช. ตั้งแต่ปี 2560  มีเจตนารมณ์ที่จะให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน โดยไม่ต้องสำรองจ่าย  ในระยะ 72 ชั่วโมงแรก โดยมีศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิอยู่ที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเป็นผู้ออกประกาศ ได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้วและยังต้องการการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์และมีความยั่งยืน


 

   9.จัดให้มี " ECS Board "    Emergency Care Service Board  คณะกรรมการนโยบายการดูแลภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ เป็นกลไกที่จะสร้างความเป็นเอกภาพ ทั้งในระดับชาติและระดับเขต อาจต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้อง


   10.ลงทุน “ระบบสารสนเทศ”     ระบบสารสนเทศมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่องาน ECS  จึงต้องลงทุนลงแรงในการพัฒนาอย่างจริงจัง โดยให้สามารถเชื่อมต่อกับ ศูนย์เฝ้าระวังชุมชน ศูนย์รับแจ้งเหตุท้องถิ่น ระบบกล้องวงจรปิด สถานีตำรวจ โรงพยาบาล และโปรแกรมระบบบิ๊กดาต้า ฯลฯ 



 

   11.ตั้ง “กองทุนECS ระดับเขต”    กองทุนECS ทำหน้าที่ในการเบิกจ่ายสนับสนุนการจัดการปัญหา ซึ่งส่วนใหญ่ 60 % เป็นเพียงเรื่อง“เร่งด่วน” และ มี 16% เท่านั้นที่เข้าข่าย“วิกฤติ” ปัจจุบันกองทุนมีอยู่ที่ส่วนกลางเพียงแห่งเดียว การตอบสนองจึงมักล่าช้า ไม่ทันเหตุการณ์


 

   12.ปรับปรุบชุดสิทธิประโยชน์     ควรพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์และระบบชดเชยร่วมกันระหว่างสามกองทุน คือ สปสช.สปส.และกรมบัญชีกลาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ 


 

   13.จัดให้มี “องค์กรนำด้านความปลอดภัยท้องถนน”     อุบัติภัยท้องถนนคร่าชีวิตประชาชนปีละกว่า 2 หมื่นคนและบาดเจ็บอีกนับแสน แม้ว่าปัจจุบันจะมีกลไกคณะกรรมการระดับชาติคอยดูแล แต่นั่นยังไม่ใช่องค์กรนำ(Lead Agency)ที่รับผิดชอบดำเนินการโดยตรงในเรื่องนี้ จำเป็นจะต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบเฉพาะ แบบ ป.ป.ส.

 

 

   14.จัดทำ “แผนพัฒนากำลังคน”    ควรมีการจัดทำแผนพัฒนากำลังคนของประเทศในด้าน ECS  ซึ่งอย่างน้อยควรเป็นแผนระยะ 10 ปี เพื่อเป็นกรอบในการผลิต พัฒนาและดูแลให้เกิดความเพียงพอ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ

 

 

 
ชื่อผู้แต่ง: 
พลเดช ปิ่นประทีป
ปีที่พิมพ์/เผยแพร่: 
2562
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, June 5, 2019