ปฏิรูปภาคเกษตรกรรมไทย แก้วิกฤตความมั่นคงอาหารโลก

ปฏิรูปภาคเกษตรกรรมไทย

แก้วิกฤตความมั่นคงอาหารโลก

 

ถือเป็นวาระการพัฒนาของโลกเลยทีเดียว หลังจากที่องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs)  เมื่อปี 2559 โดยมีทั้งหมด 17 เป้าหมายที่ประชาคมโลกตกลงร่วมกันที่จะใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานด้านการพัฒนา  มุ่งหวังจะช่วยแก้ปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่ เช่น ความยากจน ความไม่เท่าเทียม สภาวะโลกร้อน และสันติสุข เพื่อเสริมแนวคิด “ ไม่เป็นการทิ้งใครไว้ข้างหลัง”  โดยตั้งเป้าว่าจะทำสำเร็จได้ภายในปี 2573
 

ทั้งนี้หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)  ได้พยายามผลักดันมาโดยตลอด คือ เรื่อง ความมั่นคงทางอาหาร  ซึ่งตรงกับเป้าหมายที่2 ของ SDGs เรื่อง  Zero Hunger ขจัดความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

รูปจาก https://www.chiangmainews.co.th

 

สร้างจุดสมดลเกษตรเพื่ออาหาร - เกษตรเพื่อพลังงาน  

นพ. พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการสช. ได้อธิบายว่า เรื่องความมั่นคงทางอาหารซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก  ซึ่งในมติสมัชชาสุขภาพ มีไม่ต่ำกว่า 2-3 ครั้่ง ที่พูดถึงเรื่องนี้   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง ความปลอดภัยในอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพและเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเกษตรในฐานะผู้ผลิต ซึ่งมีมิติของความปลอดภัย เพราะมีการใช้สารเคมีซึ่งกระทบทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค  ดังนั้น สช. ซึ่งมีหน้าที่ดูสุขภาพทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค อีกทั้งประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้
 

อย่างไรก็ตามเนื่องจากเรื่องความมั่นคงทางอาหารเป็นประเด็นที่มีมิติกว้าง  โดยในบริบทของประเทศไทยนั้นเราควรต้องมีการพูดถึงให้ชัดเจน ว่าเราจะมีการใช้พื้นที่ในการทำการเกษตรอย่างไร เพราะในอนาคตต้องมีการมองถึง 1. การเกษตรเพื่ออาหาร และต้องมีอาหารปลอดภัยเป็นสัดส่วนเท่าใด และ 2. การเกษตรเพื่อพลังงาน เพราะพลังงานฟอสซิลคงไม่สามารถมีเพียงพอต่อความต้องการในอนาคตได้เพราะมีจำนวนจำกัด 
 

“ยกตัวอย่างเช่น ประเทศบราซิล ที่เปลี่ยนประเทศทั้งประเทศมาใช้ไบโอดีเซล โดยปลูกพืชเพื่อพลังงาน แต่ในกรณีของไทยเราเป็นประเทศเกษตรกรรมเพื่อปลูกพืชเป็นอาหาร แต่เราก็ต้องการใช้พลังงานเพื่อการขับเคลื่อนประเทศ  จุดสมดุลอยู่ตรงไหน ซึ่งตรงนี้ ในการออกนโยบายต้องใช้กระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วมว่าแผ่นดินของประเทศไทย ควรมีสัดส่วนการทำเกษตรเพื่ออาหารเท่าไหร่ เกษตรพลังงานเท่าไหร่ และจะปลูกอะไรบ้าง  อีกทั้งต้องพิจารณาถึงพืชที่สามารถใช้เป็นทั้งพลังงานและอาหารได้ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด  การกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสมคือ ยุทธศาสตร์และนโยบาย ใครจะเป็นคนกำหนด” เลขาธิการสช.  กล่าว 
 

เลขาธิการ สช.  กล่าวต่อว่า เรื่องการเกษตรเพื่อพลังงานอาจจะดูเพราะไม่มีใครพูดถึงมากนัก แต่ความจริงแล้วพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  รัชกาลที่ 9 ได้ทำมองเห็นปัญหานี้และพระองค์ท่านได้ริเริ่มทำการศึกษาวิจัยผลิตเชื้อเพลิงเอทานอลและไบโอดีเซลมาเป็นเวลานานแล้ว  เพราะฉะนั้น สังคมไทยต้องคิดร่วมกัน  เพื่อความสมดุลซึ่งต้องให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้ เพราะประชาชนก็มีความรู้ อีกทั้งสมดุลที่ว่านี้ ไม่ใช่ตัวเลขที่ตายตัว แต่ต้องมีความยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ที่เป็นจริง  โดยเอาผลประโยชน์ของคนไทยเป็นตัวตั้ง  ดังนั้น ต้องเดินแบบ2 ขา คือ เกษตรเพื่ออาหาร และ  เกษตรเพื่อพลังงาน ไม่ใช่เกษตรเพื่ออาหารอย่างเดียว  เพื่อให้ประเทศมีทางเลือก 
 

นพ. พลเดช ปิ่นประทีป  เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

<<<ย้อนกลับ