ปลดล็อคประเทศไทยชูเป็นศูนย์กลางอาหารโลก


ปลดล็อคประเทศไทยชูเป็นศูนย์กลางอาหารโลก
 

ทั้งนี้องค์การสหประชาชาติได้ออกรายงาน เรื่อง  “World Population Prospects: The 2015 Revision”   ระบุว่า ในปี 2558 โลกมีประชากรประมาณ  7.3 พันล้าน คาดว่าจะสูงถึง 8.5 พันล้านคนในปี 2573 และ  9.7 พันล้านคนในปี 2593 และเพิ่มเป็น  11.2 พันล้านคนในปี 2643  และในจำนวนนี้จะมีประชากรของโลกประมาณ 1,000 ล้านคน ที่อดอยาก ขาดแคลนอาหารสำหรับยังชีพและจะต้องมีประชากรที่ต้องเสียชีวิตจากการขาดอาหารเพิ่มขึ้น ทางออกในเรื่องนี้คือต้องมีการผลิตอาหารเพิ่มขึ้น โดยมีรายงานจากวารสาร ฺ Bioscience ชี้ว่า ต้องมีการผลิตอาหารเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 25-70%  ถึงในปี 2593  
 

หันกลับมามองประเทศไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ซึ่งเราอาจจะไม่ได้ยินมานานมากแล้ว ทำให้ต้องย้อนกลับมาดูว่าจะมีแนวทางในการรับมือกับภาวะประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างไร  ที่สำคัญในวิกฤตอาจจะถือเป็นโอกาสที่ทำให้เกษตรกรไทยพ้นจากความยากจนได้ เพราะต้นทางของอาหารคือ การเกษตร ซึ่งภาคส่วนต่างๆควรหันมาให้ความสำคัญต่อภาคการเกษตรมากขึ้น เพราะภาคเกษตรจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดภาวะความอดอยากของประชากรโลกในอนาคต  โดยควรมีแผนยุทธศาสตร์ (Roadmap) ที่ชัดเจนและกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ โดยแบ่งเป็นการเกษตรเป็น 1. การเกษตรเพื่อเป็นอาหาร ซึ่งสามารถจำแนกได้ทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์ และ2. การเกษตรเพื่อพลังงานทดแทน
 

 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเกษตรเพื่ออาหาร เพราะในอนาคตอีก 30 ปีข้างหน้าประชากรโลกจะเพิ่มเป็น 1 หมื่นล้านคน  ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกบนโลกยังมีจำกัดเท่าเดิม ดังนั้น จะมีความต้องการของโลกเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และนี่คือโอกาสของการเกษตรเพื่ออาหารทั้งของคนและสัตว์  รัฐบาลควรตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญของโลกที่มีความสามารถในการผลิตอาหารไปเลี้ยงชาวโลกได้   รัฐบาลควรมุ่งให้ความสำคัญกับนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก อย่างจริงจัง เพราะจะช่วยให้ประเทศไทยปักหมุดการเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารของโลกได้  ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ไม่ควรมีการมองข้าม 

 

“เกษตรเพื่อพลังงาน” กับโอกาสของเกษตรกรไทย 

  ในส่วนของการเกษตรเพื่อพลังงานทดแทนนั้น  ถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการเกษตรเพื่ออาหาร เพราะแต่ละปีประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบเกือบปีละ 1 ล้านล้านบาท โดยตัวเลขจากกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.)  ระบุว่า สถานการณ์น้ำมันในช่วง 10 เดือนแรก (ม.ค.-ต.ค. 2561) ภาพรวม คนไทยมีการใช้น้ำมันที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเภท ส่งผลให้มีการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศรวม 9.65 แสนบาร์เรล/วัน คิดเป็นมูลค่านำเข้ารวม 7 แสนล้านบาท  โดยปริมาณเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.6% มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 1.91 แสนล้านบาท คิดเป็น 37.5%  สำหรับปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ 10 เดือนแรก เฉลี่ยอยู่ที่ 4.65 หมื่นล้านลิตร หรือ 153.2 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 3.2%
 

เห็นได้ชัดเจนว่าในอนาคตความต้องการในการใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น รัฐบาลควรมีการส่งเสริมเรื่องการเกษตรเพื่อพลังงานอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเอทานอล (ETHANOL)  และ ไบโอดีเซล (BIODIESEL)  ซึ่งพลังงานทดแทนทั้งสองชนิดต้องการผลิตผลทางการเกษตรมาแปรรูป โดย เอทานอล ผลิตจาก อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวฟ่างหวาน ขณะที่ไบโอดีเซล ผลิตจากปาล์มน้ำมัน สบู่ดำ และพืชน้ำมันต่างๆ  รวมถึงการผลิตก๊าซชีวภาพ (BIOGAS) จากชีวมวลและมูลสัตว์ต่างๆ รวมทั้งการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล(BIOMASS) จากผลพลอยได้ในอุตสาหกรรมเกษตรและสวนป่าไม้โตเร็ว เป็นต้น 

 

หากประเทศไทยสามารถลผลิตพลังงานทดแทนเพื่อลดการนำเข้าพลังงานแค่เพียง 50% ของมูลค่าการนำเข้าเดิม ก็จะช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณของประเทศในการนำเข้าพลังงานได้สูงถึงอย่างน้อยปีละ 5 แสนล้านบาท และยังจะช่วยพัฒนาให้เกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกด้วย เนื่องจากพืชผลทางการเกษตรจะมีราคาสูงขึ้น และถ้ามีการวางแผนแบบบูรณาการรอบด้าน  ทั้งในเรื่องการให้ความรู้เรื่องการวางแผนการผลิตและการตลาด การส่งเสริมเรื่องเมล็ดพันธุ์ที่ดี รวมไปถึงการบริหารจัดการแหล่งน้ำให้เพียงพอ ก็จะช่วยให้ภาคเกษครของไทยพัฒนาต่อไปได้ 

 

รูปจาก http://www.bangkokbiznews.com 
 

รวมถึงการต่อไปสู่การเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อม (GREEN ENVIRONMENT) และเกษตรเพื่อการท่องเที่ยว(GREEN TOURISM) ได้อีกด้วย เพราะข้อดีของการเกษตรไทย คือเป็นเกษตรที่มีความหลากหลาย ถ้ามีการหากมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ จะสามารถนำภาคการเกษตรมาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวได้อย่างดี ดังจะเห็นได้จากการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีมากขึ้นและกลายเป็นเกษตรเพื่อการท่องเที่ยวไปทันที
 

ทั้งนี้ในสภาวะที่โลกกำลังอยู่ในช่วงท้าทายของการขาดแคลนทั้งอาหารและพลังงาน การประกาศทิศทางนโยบายที่ชัดเจนระหว่างการเกษตรเพื่ออาหารกับการเกษตรเพื่อพลังงานจึงมีความสำคัญและเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำงานแข่งกับเวลาเพราะประเทศไทยกำลังการเข้าสู่วิกฤติภาคการเกษตร เมื่อประชาชนเกือบ 40% ในภาคการเกษตรกำลังเสื่อมถอยและลำบากในการต่อสู้กับความยากจนและรอการพึ่งพิงความช่วยเหลือจากรัฐ จนเป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาการเมืองและสังคมเหลื่อมล้ำในปัจจุบันนี้
 

 

“ดังนั้น  หากรัฐบาลมีแนวทางที่ชัดเจนในเรื่องความมั่นคงทางอาหารและหันกลับมาให้ความสำคัญด้านการเกษตรไม่ว่าจะเป็นเพื่อทั้งการผลิตอาหารและการเกษตรเพื่อพลังงาน ก็จะถือเป็นหนึ่งในนโยบายสาธารณะสำคัญที่จะช่วยปลดล็อคประเทศไทยให้พ้นจากประเทศกำลังพัฒนาที่มีความยากจนได้ เพราะถือเป็นถือการท้าทายที่ประเทศไทยจะใช้ศักยภาพทั้งในการพัฒนาประเทศของตัวเองและเป็นส่วนหนึ่งของการพาโลกพ้นจากวิกฤตความมั่นคงทางอาหารด้วย 

 

อ่านต่อ>>>