วิกฤต “มหาวิทยาลัยปิดตัว”

 

วิกฤต “มหาวิทยาลัยปิดตัว”

พลิกโฉมสู่ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต”


 

...เรียกว่าเป็นปีสุดหิน สำหรับอุดมศึกษาไทยที่ต้องเริ่มเดินเครื่องสังคายนาครั้งใหญ่ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแบบพลิกฝ่ามือ โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีผ่านมา จะเห็นได้ชัดเจนว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน การผลิตกำลังคนจึงต้องตอบโจทย์ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก

 

 “จากข้อมูลในสหรัฐอเมริกามีมหาวิทยาลัยทั้งหมด 4,400 แห่ง ปิดตัวไปแล้ว 500-600 แห่ง และอีก 10 ปีข้างหน้าจะปิดลงอีก 50% เพราะเด็กหันมาเรียนออนไลน์มากขึ้น”  (อ้างอิงจาก เวิลด์แบงก์ชี้ปี73 บัณฑิตตกงานพุ่ง 72% ชี้ 'เอไอ' มาแทน ม.ในอเมริกาปิดตัวแล้ว 600 แห่งhttps://www.matichon.co.th/education/news_1126294

 

ประเทศไทยก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน วันนี้เด็กปี 1 ทุกมหาวิทยาลัยลดลง 70%  ปัจจัยหลักที่ส่งผลอย่างรุนแรงและรวดเร็ว คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในห้องเรียน และบนกระดานดำอีกต่อไป ทุกคนสามารถเรียนรู้กันได้ในทุกมุมโลกด้วยระบบออนไลน์ที่เปิดกว้างอย่างไร้ขีดจำกัด ขณะที่อัตราการเกิดที่ลดลง ส่งผลให้เกิดวิกฤติมหาวิทยาลัย ซึ่งที่พบในปีนี้ (2562) คือ จำนวนนักเรียนใหม่เข้าเรียนลดลงในภาพรวม 10-15% ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ มหาวิทยาลัยเอกชน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรก มหาวิทยาลัยเอกชนขนาดใหญ่นักศึกษาลดลง 20-30% และกลุ่มสองมหาวิทยาลัยเอชกนขนาดเล็ก ลดลง 50-70%  (อ้างอิงจาก “แนะมหา'ลัยเอกชนเน้นคุณภาพก่อนไม่รอด https://www.dailynews.co.th/education/690228)
 

วัลลภ สุวรรณดี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตในฐานะนายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) ยอมรับว่า ยอดการรับเด็กของมหาวิทยาลัยเอกชนลดลงจริง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนในต่างจังหวัด ซึ่งจำนวนประชากรน้อยอยู่แล้วประกอบกับอัตราการเกิดลดลง ส่งผลให้ตัวเลขเด็กลดลงตามไปด้วย บางแห่งมากถึง 30% เชื่อว่าในปีต่อไปยอดรับเด็กจะลดลงอีก (อ้างอิงจาก  “ม.เอกชนวิกฤต!! คาดปีนี้ยอด น.ศ.ลดฮวบ 30% นายก สสอท.รับเรื่องจริง” https://www.matichon.co.th/education/news_1310986 

 

หัวขบวนต้องปรับตัว

     สถาบันอุดมศึกษาถือเป็นหัวขบวนในการยกระดับและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ข้อมูลของธนาคารโลก ระบุว่า  แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในปี ค.ศ.2030 (พ.ศ.2573) เด็กไทยที่เรียนจบจะตกงาน 72% การทำงานถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือหุ่นยนต์เอไอ ในส่วนของประเทศไทยถูกแทนที่ด้วยเอไอประมาณ 50% ยุโรป 80% (อ้างอิงจาก เวิลด์แบงก์ชี้ปี73 บัณฑิตตกงานพุ่ง 72% ชี้ 'เอไอ'มาแทน ม.ในอเมริกาปิดตัวแล้ว 600 แห่ง https://www.matichon.co.th /education/news_1126294)
 

     ดังนั้น หากการเรียนการสอนยังเป็นไปในรูปแบบเดิม บัณฑิตที่จบออกไปจะตกงาน อาชีพบางอย่างจะถูกแทนด้วยเครื่องมือ หุ่นยนต์ เช่น สถานประกอบการ ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นต้น ขณะที่บริษัทหลายแห่งรับสมัครงานโดยไม่สนใจใบปริญญาถ้าการศึกษายังไม่ตอบโจทย์เด็กจะไม่เข้ามาเรียน
 

     ขณะที่ กระบวนการเรียนรู้ต้องปรับเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนในห้องเรียนต้องลดลงการเรียนที่สำคัญที่สุดคือการเรียนจากการทำงานเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ครูต้องเปลี่ยนหน้าที่เป็นโค้ชกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ครูต้องไม่สอน ดึงศักยภาพเด็กออกมาให้ได้ และทุกคนมีศักยภาพไม่เหมือนกัน ต้องไม่ตัดเสื้อโหลให้ทุกคนใส่เหมือนที่ผ่านมา 
 

 

“การศึกษาไทยในชั้นอุดมศึกษา ต้องเปลี่ยนเป็นการเรียนแบบเรียนรู้ตลอดชีวิต เน้นเรียนรู้จากประสบการณ์จริง อาจารย์ต้องแปลงร่างเป็นโค้ช กระตุ้นและดึงศักยภาพนักศึกษาทั้งระบบการศึกษาไทยและประเทศจะไปรอด” 
 

 

     ด้าน นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) บอกไว้ชัดเจนว่า หลักสูตรในระดับอุดมศึกษาบางหลักสูตรจะต้องปรับให้มีความทันสมัย การเรียนแบบคณะต้องหายไป ปรับเป็นการเรียนแบบบูรณาการกันมากขึ้น  มหาวิทยาลัยที่จะอยู่ได้ต้องตอบโจทย์เด็ก มีคุณภาพ ตอบโจทย์ประเทศและโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญต้องพร้อมที่จะรับมือและต่อสู้กับปัจจัยต่าง ๆ ที่กำลังเข้ามาคุกคามอย่างหนัก
 

 

  ไม่ปรับตัว มหาวิทยาลัยก็อยู่ไม่รอด 

       มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างมาก หากมหาวิทยาลัยไม่ปรับตัวก็อยู่ไม่รอด เรียกว่าต้องปฏิรูปอุดมศึกษาทั้งระบบ(อ้างอิงจาก 'คนไข้' รอ 'หมออุดม' ผ่าตัด 'อุดมศึกษา' https://www.matichon.co.th/education/news_754774)  ถึงจะทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก อย่างเช่น การผลิตบัณฑิตที่เก่งไม่ใช่ว่าเก่งแค่ในประเทศ แต่ต้องเก่งและสามารถไปทำงานได้ทั่วโลก  
 

     หากจะทำให้เด็กไทยเก่งได้อย่างนี้ การเรียนการสอนต้องปรับจากเดิมที่เน้นเลคเชอร์อาจต้องลดลง และส่งเสริมให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ สร้างนวัตกรรมได้ การเลคเชอร์ช่วยได้แค่จำ เข้าใจ ไม่สามารถยกระดับไปสู่การคิดวิเคราะห์นวัตกรรมหรือต่อยอดไปเป็นภูมิปัญญาจริงๆ ได้ 
 

ขณะที่ การสร้างนวัตกรรมได้จะต้องได้เจอประสบการณ์จริง ตัวอย่างเช่น  วิทยาลัยเทคนิคของประเทศญี่ปุ่น เรียนแบบเลคเชอร์ในห้องเรียนเพียง 3 สัปดาห์ จากนั้นไปทำงานโรงงาน ตัวครูเองตามไปสอนในโรงงานด้วย ก่อนจะนำปัญหาที่พบจากการทำงานมาร่วมกันคิด ทำวิจัย ปีถัดมาก็จะเปลี่ยนไปเรียนรู้ในอีกโรงงานหนึ่ง เพื่อให้มีประสบการณ์ คิดแก้ไขปัญหาได้ ทำวิจัยไปด้วย ต่างกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่ 4 ปี เรียนแต่ในห้องเรียน ซึ่งไม่ตอบโจทย์ ตรงนี้คือสิ่งที่อย่างจะเน้นว่ากระบวนการเรียนการสอนต้องปรับ

 

“การศึกษาไทยจะเปลี่ยนแปลงได้ ต้องเน้นเรียนรู้นอกห้องเรียน
เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ลดการเลคเชอร์และเรียนในห้อง”


     
<<<ย้อนกลับ          อ่านต่อ>>>