เปลี่ยนมุมคิด “ผู้สูงอายุ” ใหม่ ไม่ใช่บั้นปลายชีวิต

เปลี่ยนมุมคิด “ผู้สูงอายุ” ใหม่  ไม่ใช่บั้นปลายชีวิต
 
     ดร.มากาเร็ต ชาน  อดีตผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (ในขณะนั้น)  ให้ความเห็นว่า เรื่องสังคมสูงวัย เป็นความท้าทายและโอกาส หากเราไม่ปรับตัวก็มีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาระบบบำนาญไม่เพียงพอ ต้องการเพิ่มทักษะเรื่องการแพทย์ปฐมภูมิ (Primary Care) และการดูแลระยะยาว (Long term care)  แต่กระนั้นก็ยังถือมีโอกาสใหม่ๆ  กล่าวคือ  ผู้สูงอายุเป็นทรัพยากรที่มีค่าสำหรับครอบครัวและชุมชนรวมถึงสถานที่ทำงานด้วย  เพราะถือว่าเป็นแหล่งความรู้และสามารถนำประสบการณ์มาสอนให้กับคนรุ่นใหม่เพื่อไม่ให้มีการทำพลาดซ้ำสองได้      เราสามารถช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีและมีชีวิตยืนยาวขึ้นได้ โดยที่ไม่คิดว่านี่เป็นช่วงบั้นปลายของชีวิตคนเหล่านั้น แต่ให้ถือเป็นช่วงเวลาพิเศษคนเหล่านี้จะสามารถนำประสบการณ์ชีวิตมาสามารถสร้างคุณประโยชน์และคุณค่าให้กับคนอื่นๆในสังคมได้
 
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆ โดยอันดับแรกต้องมีการเปลี่ยนความคิดในการทำธุรกิจ เราต้องละทิ้งความเชื่อแบบเดิมๆ เราต้องมีการพิจารณา “การปฏิสัมพันธ์”ระหว่างผู้สูงอายุและเทรนด์อื่นๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเทคโนโลยี เรื่องโลภาภิวัฒน์ รวมถึงเรื่องการเปลี่ยนเป็นสังคมเมืองด้วย
 
   “เราจำเป็นต้องสร้าง (Reinvent)ผู้สูงอายุใหม่ รวมเหนือสิ่งอื่นใดเราต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนในอดีตและต้องออกจากความคิดเดิมๆในเรื่องการมองผู้สูงอายุ  อย่างเช่นที่ในสหรัฐมีผลสำรวจเรื่องการเกษียณอายุพบว่า ผู้สูงอายุกว่า 80% ต้องการที่จะทำงานต่อไป แต่ไม่ใช่แบบเดิม เพราะพวกเขาต้องการทำงานนอกเวลาหรือเริ่มต้นอาชีพใหม่หรือเปิดธุรกิจขนาดเล็ก และอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมและช่วยไม่ให้พวกเขาต้องเผชิญความเหงารวมถึงความมั่นคงทางการเงินด้วย” อดีตผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก กล่าว 
รูปจาก https://eige.europa.eu
 
   “ธุรกิจที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ” ดึงดูดผู้สูงอายุ + คนรุ่นใหม่ทำงานด้วยกัน 
เห็นได้ว่าถ้าเราเปลี่ยนมุมมองใหม่ ในการมองผู้สุงอายุเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า หน่วยงานแรกๆที่ต้องมีการปรับตัวให้    ก้าวหน้าในเรื่องนี้คือบริษัทต่างๆ ที่ควรมีนโยบายในการปรับสภาพสถานที่ทำงานเป็นน่าอยู่และเป็นมิตรกับทุกวัย มี      การปรับตำแหน่งต่างๆเพื่อรองรับผู้สูงอายุ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้บริษัทจะรักษาคนเก่าที่มีคุณภาพไว้ได้เท่านั้น แต่  ยังเป็นการดึงดูดพนักงานรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงานด้วย 
 
 ทั้งนี้ในรายงานเรื่อง How 21st-Century Longevity Can Create Markets and Drive Economic Growth  ได้เสนอแนวทางการสร้าง  “ธุรกิจที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ” หรือ “Age-Friendly Business”  ดังนี้ 
 
  1. สถานที่ทำานที่ไม่มีการแบ่งแยกเรื่องอายุและ ให้คุณค่ากับพนักงานทุกวัย
  2.สร้างบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการทำงานให้กับพนักงานทุกวัย 
  3.มีวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วม  ด้วยการสร้างการยอมรับและการเต็มใจทำงานร่วมกันของพนักงานทุกวัย 
  4.การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเข้าร่วมในการกิจกรรมต่างๆ  ด้วยการเปิดโอกาสให้มีการเรียนรู้เรื่องต่างๆที่เป็นเรื่อง ใหม่รวมถึงการจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ด้วย 
  5.มีการจัดสรรเรื่องสวัสดิการประกันสุขภาพและบำเหน็จบำนาญต่างๆให้กับพนักงานอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม 
  6. มีการวางแผนเรื่องการเงินสำหรับชีวิตที่ทำงานยาวขึ้น โดยการให้ความรู้เรื่องการเงินแก่พนักงาน  
  7.การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ โดยการส่งเสริมให้มีการออกกำลังกายและมีวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดี 
  8.การดูแลผู้สูงอายุ ด้วยการดูแลพนักงานเมื่อยามเจ็บป่วย 
 
  “7 คำถาม” สร้างกรอบนโยบายรับมือวิกฤตสูงวัยอย่างสร้างสรรค์ 
อย่างไรก็ตามแม้ว่าอาจจะมีหลายบริษัทได้เริ่มดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวไปบ้างแล้ว แต่ทุกประเทศยังมีงานที่ต้องทำอีกมาก เพราะประเด็นสังคมสูงวัยมีผลกระทบครอบคลุมหลายมิติ การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก  โดยมีคำถามที่ผู้กำหนดนโยบายต้องคิดและหาทางออกดังนี้
 
  1. รัฐบาลจะพิจารณาทบทวนกลยุทธ์การเกษียณอายุอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับสังคมสูงวัยและเป็นไปตามความคาดหวังของสังคม 
  2. รัฐบาลมีแนวทางในเรื่องการออกนโยบายสาธารณะเรื่องสังคมสูงวัยอย่างไร เพื่อที่จะให้มั่นใจได้ว่าผู้สูงอายุจะมีรายได้เพียงพอเลี้ยงตัวเองในวัยชรา รวมถึงจะมีการให้การศึกษาเรื่องสังคมผู้สูงอายุกับประชาชนอย่างไร เพื่อให้มีการเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องการเงิน การงาน สติปัญญา และร่างกายเพื่อที่จะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
  3. ภาคธุรกิจจะมีการปรับกระบวนการคิดอย่างไร เพื่อที่จะสามารถปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งถือว่าเป็นผู้บริโภคกลุ่มใหม่ของตลาด 
  4.รัฐบาลจะมีแนวทางในการปรับนโยบายอย่างไรเพื่อตอบสนองความต้องการของพนักงานที่อยู่ในวัยสูงอายุ รวมถึงจะมีมาตรการจูงใจใดๆ ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่ใส่ใจกลุ่มผู้สูงอายุ จะมีมาตรการด้านภาษีต่างๆหรือไม่อย่างไร 
  5.รัฐบาลจะมีแนวทางในการจ้างงานกลุ่มผู้สูงอายุหรือไม่อย่างไร 
  6. ระบบสุขภาพแห่งชาติจะตอบสนองต่อการป่วยด้วยโรคสูงวัยของผู้สูงอายุอย่างไร  
  7.อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพจะตอบสนองการป่วยของโรคผู้สูงอายุอย่างไร เพราะมีการเชื่อกันว่าโรคผู้สูงอายุจะเป็นภัยคุกคามต่อระบบสาธารณสุขทั่วโลก 
 
   “7 แนวทาง” เผชิญหน้าความท้าทายวิกฤตผู้สูงอายุ 
 
ทั้งนี้แม้ว่าคำถามเหล่านี้อาจจะยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดและต้องหาคำตอบที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศต่อไป อย่างไรก็ตามก็มีแนวทางที่เป็นประโยชน์จากภาคธุรกิจและภาครัฐที่ได้ปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อภาวะสังคมสูงวัยไปบ้างแล้ว ดังนี้ 
 
  1.บริษัทต้องขยายความสนใจทางการตลาดตามโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป เพื่อสร้างโอกาสในการทำผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ
  2. บริษัทจำเป็นต้องยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการปรับองค์กรภายในบริษัททั้งในเรื่องพนักงานและสถานที่ทำงาน
  3.บริษัทสามารถใช้โปรแกรมความรับผิดชอบต่อสังคม  (CSR)  เพื่อสนับสนุนการทำงานของกลุ่มผู้สูงอายุ 
  4.ควรส่งเสริมให้มีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในองค์กรเรื่องการเกษียณอายุ ด้วยการให้คุณค่าเชิงบวกเรื่องต้นทุนมนุษย์ผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต 
  5.สถาบันที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายสาธาณะ  ทั้งในด้านการศึกษา สาธารณสุข การป้องกันทางสังคม การขนส่งเดินทาง ที่อยู่อาศัยและด้านการวางแผนการเงิน  ต้องทำงานสอดคล้องกับความท้าทายเรื่องสังคมสูงวัย ในศตวรรษที่ 21 
  6. ควรมีการกำหนดนโยบายเพื่อสร้างแรงจูงใจในเรื่องการทำงานที่ยาวขึ้น และมีความแตกต่าง ยืดหยุ่น รวมถึงการให้ประโยชน์สิทธิพิเศษทางภาษีต่อผู้ประกอบการ รวมถึงควรมีการปฏิรูประบบำนาญและสวัสดิการให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมมากขึ้น 
  7. การสร้างแรงจูงใจให้มีการคิดนวัตกรรมด้านสุขภาพทั้งในด้านการเงินและเทคโนโลยี  เพื่อส่งเสริมผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวมากขึ้น 
 
   ทั้งหมดนี้ ถ้าภาคส่วนสังคม รัฐบาลและภาคธุรกิจเดินตามแนวทางดังกล่าว จะถือเป็นการเริ่มต้นมุมมองและทิศทางใหม่ในเรื่องการจัดการปัญหาสังคมผู้สูง ที่สามารถเปลี่ยนผ่านสังคมและเพิ่มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้