กรณีศึกษาที่ 2 เมืองโมโรสึกะ เมืองมรดกโลกด้านเกษตรกรรม 2

(กรณีศึกษาที่1...ต่อจากหน้า 1)

กรณีศึกษาที่ 2    เมืองโมโรสึกะ เมืองมรดกโลกด้านเกษตรกรรม
 

     อาชีพหลัก
     ชุมชนที่นี่ทำหลายอาชีพไปพร้อมๆกัน อาชีพหลักของชุมชนโมโรสึกะ ที่ทำให้ชุมชนหายจน
และมีความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ คือ การเกษตรอุตสาหกรรม มี 4 อย่างใหญ่ๆ ได้แก่

 
     1. อุตสากรรมป่าไม้ 
 
          พื้นที่ป่าเขาของเมืองโมโรสึกะทั้งหมดเป็นพื้นที่ของเอกชน คือประชาชนมีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย แต่ละคนเป็นเจ้าของที่ดินบนภูเขานับร้อยนับพันไร่ หน่วยราชการส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าของส่วนหนึ่ง แต่ไม่มีส่วนใดที่รัฐบาลกลางเป็นเจ้าของเลย
 
          ประชาชนผู้เป็นเจ้าของที่ดินส่วนใหญ่ได้ใช้ที่ดินไปในการปลูกป่าสนซีดาร์และทำอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นการลงทุนระยะยาวอย่างมีการวางแผนโดยใช้หลักวิชาการ อายุของไม้ที่จะตัดเฉลี่ยอยู่ที่ 50 ปี การปลูกและตัดจะทำเป็นแปลงๆไป มองไปทั่วเขตเขาจะเห็นแปลงตัดและปลูกทดแทนสลับกันไปอย่างเป็นระเบียบ มีการตัดไม้ทุกปี มีรายได้ไม่ขาดช่วงเนื่องจากมีการวางแผนที่ดี
 
          ระบบการปลูกและตัดป่าไม้ในโมโรสึกะ ใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลที่ทันสมัยทั้งหมด มีโรงแปรรูปไม้ของชุมชนท้องถิ่นเองโดยการร่วมลงทุนจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัด ระหว่างชุมชน ท้องถิ่น เอกชนและรัฐบาลกลาง จึงทำให้ประโยชน์ตกอยู่กับชุมชนท้องถิ่นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย 
 
     2. อุตสาหกรรมเพาะเห็ดชิตาเกะ
 
          ป่าไม้ที่โมโรสึกะ มีการปลูกไม้ยืนต้นสามอย่างหลักๆ คือ สนซีดาร์ ต้นชิยูงิ และไม้ตามธรรมชาติที่ไม่ผลัดใบ  สำหรับชิยูงิ เป็นไม้ที่ปลูกไว้สำหรับอุตสาหกรรมเพาะเห็ดชิตาเกะโดยเฉพาะ ปลูก 20 ปีจึงตัดไปใช้งานได้ 
 
          เห็ดชิตาเกะจะขึ้นได้ดีบนไม้ชนิดนี้เท่านั้น เกษตรกรตัดไม้ชิยูงิเป็นท่อนๆ ฉีดเชื้อเห็ดเข้าไปในเนื้อไม้ วางทิ้งไว้รอให้เห็ดขึ้นแล้วเก็บขาย มีทั้งขายสดๆและแปรรูป 
 
          เกษตรกรนิยมเพาะเห็ดที่อยู่ร่วมในป่า และมีบางส่วนที่ปลูกในโรงเรือนก็มี ชุมชนมีรายได้เป็นล่ำเป็นสันจากเห็ดชิตาเกะในแต่ละปี ทั้งนี้ มีองค์กรสหกรณ์ Japan Agricultural Cooperative เป็นกลไกสนับสนุนทั้งในระดับต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ

     3. ปศุสัตว์ เลี้ยงวัว
 
          พื้นที่เขาอันกว้างใหญ่ โดยเฉพาะตรงบริเวณที่ตัดป่าไปจะมีหญ้าขึ้นเขียวขจีเต็มไปหมด จึงเป็นแหล่งอาหารสำหรับปศุสัตว์เลี้ยงวัวได้เป็นอย่างดี อุตสาหกรรมต่อเนื่องจากวัว คือ นม เนย และเนื้อวากิว เช่นเดียวกัน สหกรณ์ JA เป็นกลไกสนับสนุนเกษตรกรอย่างใกล้ชิด
 
     4. ปลูกผักผลไม้ ใบชา ดอกไม้และแปรรูปอาหาร
 
          พื้นที่สำหรับการปลูกผัก ผลไม้ ดอกไม้และใบชา มีอยู่อย่างจำกัด เกษตรกรรายใดที่ต้องการทำอาชีพเหล่านี้จะต้องลงทุนทำโรงเรือนปลูกผักขาย JA จะเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างโรงเรือนโดยการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐถึง 90% 
 
          โรงเรือนสำหรับปลูกผักและดอกไม้ เป็นปัจจัยพื้นฐานของเกษตรกรเหล่านี้
เป็นระบบที่ทันสมัย มีระบบอัตโนมัติสำหรับควบคุมน้ำ สารเคมีและปุ๋ย
พวกเขาจะต้องลงทุนเช่าซื้อโรงเรือนนี้จาก JA ระบบดาวน์ 10%
ส่วนที่เหลือผ่อนชำระ 10 ปีเมื่อครบแล้วก็เป็นทรัพย์สินส่วนตัวไป 

 
          แปลงเกษตรในกลุ่มที่คณะดูงานได้ไปเยี่ยมชม มีโรงเรือนจำนวน 11 หลัง มีเกษตรกรเป็นเจ้าของ 8 ราย ผลผลิตจากโรงเรือนเหล่านี้ใช้บริโภคในชุมชนและส่งออกไปขายข้างนอก มีสหกรณ์ JA และเจ้าหน้าที่เทศบาลเป็นหน่วยสนับสนุนอย่างครบวงจร


   ‛‛ แง่คิดจากโมโรสึกะ 
 
  •   โมโรสึกะ เป็นเมืองชนบทที่น่าอยู่อาศัย น่าพักผ่อนหย่อนใจ สิ่งแวดล้อมดี สวยงาม สงบร่มเย็น ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ชุมชนสะอาด สะดวกสบาย สะท้อนถึงผู้คนหรือประชากรผู้อยู่อาศัยน่าจะมีความรักความสามัคคี มีจิตสำนึกที่ดีงาม มีความรู้ สามารถปรับตัวอยู่กับธรรมชาติและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยั่งยืน


  •   โมโรสึกะ มีฐานอาชีพและเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น ที่วางอยู่บนฐานทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมป่าไม้ การเพาะเห็คชิตาเกะ การเลี้ยงวัว และการปลูกผัก ชา ไม้ดอก จึงไม่มีอาชีพหรืออุตสาหกรรมที่แปลกปลอมหรือแปลกแยกเข้ามาแทรกอยู่ เป็นการป้องกันต่อผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ไปในตัว


  •   การจัดการขยะและน้ำเสียจากชุมชน ที่นี่ไม่แตกต่างจากมาตรฐานของชุมชนและเมืองใหญ่น้อยของญี่ปุ่นอยู่แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่แหล่งน้ำตามธรรมชาติของเขาทุกแห่งทุกที่ล้วนสวยงาม น่ารื่นรมย์ น่าหลงใหล

  •   ชุมชนโมโรสึกะ เป็นสังคมสูงอายุที่สมบูรณ์มานานหลายปีแล้ว และแก่ตัวลงไปทุกวัน ประชากรที่มีอายุเกิน 65 ปี มีมากถึงร้อยละ 40 ประชากรเด็กมีน้อยและยังมีแนวโน้มที่จะนิยมเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่  จากจุดนี้ไป ยังจินตนาการไม่ออกว่า พวกเขาจะรับมืออย่างไรกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การดูแลรักษาระบบชุมชนและเมือง รวมถึงการขาดผู้รับช่วงดูแลบ้านเกิดเมืองนอนและฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งในระยะ 20 ปีข้างหน้า และระยะเกิน 50 ปีต่อไป ! 

 
                              บันทึกเพิ่มเติมจากคณะศึกษาดูงาน
                                                                                                  โดย ดร.เอนก นาคะบุตร
 
     1.  เป็นชุมชนในหุบเขาอยู่บนพื้นที่ลาดชัน สูง 870 เมตร  เหนือระดับน้ำทะเล  ไม่มีที่ราบ พื้นที่ทั้งหุบเขาและยอดเขาเป็นกรรมสิทธิ์ของชาวบ้าน จำนวน 88 ครัวเรือน ประชากร ประมาณ 1,600 คน มีวิถีชีวิตและอาชีพดั้งเดิม ตัดไม้ขาย เลี้ยงสัตว์  เผาทุ่งหญ้า และปลูกพืชผักแบบพออยู่พอกิน บนที่ดินของตนเองข้างหุบเขา
 
     2. หลังการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิคของญี่ปุ่นครั้งที่แล้ว  มีการตัดถนนเข้ามาในหุบเขาและตามยอดเทือกเขา หลายเส้นทาง  ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูงขึ้น  ทำให้ชุมชน 88 กลุ่มบ้าน หรือ 16 ชุมชน/หมู่บ้าน  มีการจัดตั้งองค์กรชุมชนใหม่  รองรับภารกิจทั้งด้านเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ สังคม  และการประสานการปกครอง  และการจัดการร่วมกันใหม่  ถึง 4 ระดับ กล่าวคือ
 
     1)ศาลาประชาคม  ซึ่งเป็นที่รวมตัวกันทุกเดือนของผู้แทน 16 ชุมชน บนหุบเขา มาพบปะ ทำแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ  แผนการจัดการเศรษฐกิจของ 16 ชุมชนร่วมกัน  มี JA และสหกรณ์ต่างๆ ประสานจังหวัด (ฝ่ายปกครอง)  และติดตามสื่อสารกับ 16 ชุมชน  ซึ่งแต่ละชุมชนจะสื่อสาร ประสานงานกับ 88 กลุ่มบ้านต่อไป
     2 ) ผู้แทน และแกนกลุ่มบ้าน 16 กลุ่มบ้าน แกนป๊อก 88 ป๊อก (คุ้มบ้าน) ใน16 กลุ่มบ้าน/หมู่บ้าน  จะมีการรวมตัวของชาวบ้าน 88 ป๊อก  แบบอาสาสมัคร และตามความสนใจหลากหลาย เช่น กลุ่มเด็ก  กลุ่มเยาวชน  กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มสหกรณ์ ( JA ) และกลุ่มผู้สูงอายุ
 
     3.  การขับเคลื่อนสำคัญ  ใช้การจัดทำแผนประจำปี  และแผนระยะยาวล่วงหน้าทั้ง 10-20 ปี  เช่นแผนการจัดการอุตสาหกรรมไม้สน ( cedar ) ทั้งตัด  ปลูก แปรรูป  แผนการท่องเที่ยวชุมชน  แผนการส่งเสริมอาชีพ  ในรูปการเพาะเห็ดในป่า  การปลูกพืชตลาด  ดอกไม้  มะเขือเทศ  ในเรือนกระจก  ร่วมกับสหกรณ์และจังหวัด
 
     4. การจัดการเศรษฐกิจชุมชนร่วมกันระหว่างสหกรณ์ จังหวัด และ 16 หมู่บ้าน  ด้วยการจัดการสมัยใหม่
( leasing + government/จังหวัด subsidy +การมีส่วนร่วมจัดการตนเองของชุมชน)

 
          1) สหกรณ์สำรวจ  สร้างเรือนกระจก  ในที่ดิน/ ที่ราบสาธารณะ
          2) สหกรณ์ดำเนินการให้ชาวบ้านที่มีคุณสมบัติ  และสนใจเข้าเช่าซื้อ เรือนกระจก  และเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจเป็นอาชีพใหม่  ได้จำนวน 6 ราย  โดยมีที่ประชุมชาวบ้าน 88 ป๊อก  รับรองและติดตาม 
( social control ) กันเอง
          3) สมาชิก 6 รายเช่าซื้อโรงเรือนกระจก และปลูกมะเขือเทศเล็ก  และดอกไม้ ตามที่สหกรณ์ส่งเสริม และผ่อนส่งค่าเช่าซื้อให้สหกรณ์ ปีละ 120,000 เยน  เป็นระยะ 10 ปีต่อเนื่อง (คิดเป็น 5 % ของราคาเรือนกระจก ) โดยที่ ต้นทุนอีก 95 % ที่สหกรณ์ลงทุนก่อสร้างไปก่อน  จะเบิกคืนได้ครบทั้ง 95% จากจังหวัด
          4) สหกรณ์จะรับซื้อผลผลิตจากสมาชิก  และหาตลาดให้  แทนสมาชิก
          5)  สหกรณ์จะเป็นตัวกระตุ้นการทีส่วนร่วมของ 88 ป๊อกทุกเดือน  และกำกับให้ทุกแผนการจัดการ  ไม่ขัดต่อกฏหมายของจังหวัด  และขัดต่อความรู้สึก จิตสำนึกของชาวบ้านใน 88 ป๊อก  ตลอดจนการจ่ายภาษี  และลดหย่อนภาษีจากอุตสาหกรรมป่าไม้  เป็นต้น
 
     5.  นอกจากนั้น  ศาลาประขาคมยังได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน  จัดการส่งเสริม homestay ในบ้านที่ชาวบ้านทิ้งร้าง  อพยพเข้าเมือง  นำมาปรับปรุงเป็นบ้านพักนักท่องเที่ยว
 
     6. การส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปไม้สน cedar  ในรูปสหกรณ์ควบคู่การอนุรักษ์ป่า  การปลูกป่า  การแปรรูปไม้  ส่งออกผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์  และเข้าสู่การใช้ไม้เสริมการสร้างบ้านในเมือง  และ stadium ในกีฬาโอลิมปิคของญี่ปุ่น
 
     7. ขายไม้แปรรูปและอบแล้ว ที่ตลาดไม้แปรรูปของเกาะกิวชิว  ซึ่งครองตลาดกิวชิว  ถึง 40 %   ส่วนเศษไม้  ส่งขายโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ  ที่เกาะชิโกกุ และสามารถทำยอดขายได้ราว 450 ล้านเยนต่อปี   อนึ่ง  เงินลงทุนโรงงาน J Forest ทั้งหมดเมื่อ 20 ปีที่แล้ว  มูลค่า 900 ล้านเยน  ได้มาจาก 4 หน่วยงานสมทบกัน  จากงบรัฐบาลกลาง  งบจังหวัด  งบรัฐท้องถิ่น  งบของสหภาพป่าไม้ของชุมชน  
 
หมายความว่า การส่งเสริมให้เกิดธุรกิจชุมชน  ล้วนต้องการลงทุน ( subsidy )  และ package การสนับสนุนจากรัฐท้องถิ่น  แทนการให้สัมปทานกับนายทุนใหญ่  จากภายนอกพื้นที่และนอกประเทศ

     8. กระบวนการทำอุตสาหกรรมไม้ชุมชนที่นี่ ประกอบด้วย 
         ขั้นที่ 1 คัดเลือกขนาด  และแยกขนาดท่อนไม้
         ขั้นที่ 2  ปลอกเปลือกไม้ออก
         ขั้นที่ 3  แปรรูปไม้  เป็นขนาดต่างๆ  กว่า 100 ขนาด  ตามที่ตลาดต้องการทั้งด้วยแรงงงาน
                       และระบบ เครื่องจักรกลอัตโนมัติ
        ขั้นที่ 4  จัดการเศษไม้และขี้เลื่อยหยาบ  ด้วยการส่งขายโรงงานแปรรูปกระดาษ  ที่เกาะชิโกกุ
        ขั้นที่ 5  จัดการขี้เลื่อยละเอียด  โดยส่งขายชาวบ้านที่เลี้ยงไก่  วัว  ม้า  ในการปูพื้นเลี้ยงสัตว์
 
     สรุปลักษณะของธุรกิจชุมชน " การแปรรูปไม้บนฐานป่าเอกชน  และสหกรณ์แปรรูปไม้ J Forest " ของกลุ่มหมู่บ้าน " โมโรซูกะ " 
 
     1. ผู้ปลูกไม้ cedar  ในเขตยอดดอย ล้วนมีกรรมสิทธิ์ ในพื้นที่ปา  คือที่นี่เป็นป่าเอกชนระดับครัวเรือนในหมู่ 1,600 ครัวเรือน
 
     2. ไม้ที่ตัดแต่ละแปลงและปลูกใหม่  วางแผนและจัดการแต่ละแปลงโดยเจ้าของกรรมสิทธิ์ทุกรอบระยะ 5 ปี
 
     3. 1 ใน 3 ของไม้ที่ตัด ขายเป็นไม้ท่อน  ส่วนอีก 2 ใน 3  จะถูกส่งมาแปรรูปที่โรงไม้สหกรณ์ J Forest ของ
ชุมชน ซึ่งเป็นไม้ที่ตัดสดๆ และคัดไม้ที่ลำต้นตรงมาระดับหนึ่ง

 
     4. เพื่อยกระดับชาวบ้านให้เป็น ผู้ประกอบการ ( นายทุนชุมชน )  หน่วยงานราชการทุกระดับ ใช้กลยุทธ์การจัดสรรงบอุดหนุน (subsidy ) ด้วยวิธีคิดทางธุรกิจเอกชน  ควบคู่การจำแนกกรรมสิทธิ์บุคคล 
และกรรมสิทธิ์กลุ่ม หรือ นิติบุคคล ดังนี้

 
                  1) ถ้าเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคล  เช่น โรงเรือนกระจก  ใช้งบหน่วยงานมาสนับสนุนในรูปสินเชื่อ  และการเช่าซื้อ  โดยมีตัวสหกรณ์เป็น coach  แบบครบวงจร  ทั้งการผลิต  การแปรรูป  การขนส่ง  การตลาด  และการเงิน  ในเชิงเศรษฐกิจชุมชน ( social  single  management) 
                   2)  ถ้าเป็นกรรมสิทธิ์ของกลุ่มบุคคล  เช่นโรงงานแปรรูปไม้  ที่ต้องใช้งบประมาณเพื่อลงทุนก้อนใหญ่  ระยะเวลาคืนทุนหลายปี  ใช้งบหน่วยงานในการร่วมลงทุน  เป็นหุ้น  หรือ งบสมทบ ( matching grant ) กับชุมชน  และรัฐท้องถิ่น  รวมถึงจังหวัด  และรัฐส่วนกลาง (จะพบว่าไม่มีการใช้งบให้เปล่า  และบางกรณี เพื่อประชานิยมแบบไทย  เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชน  โดยเฉพาะใน 3) 
                    3)  เจ้าหน้าที่หน่วยงาน  และ ท้องถิ่น  ที่พบ  ใช้บทบาทสนับสนุน  ส่งเสริม  เติมยอดชุมชน  และชาวบ้าน  ให้เข้มแข็ง  และจัดการตนเองและร่วมกันกับเจ้าหน้าที่  มากกว่าการบังคับด้วยกฎหมายต่อชาวบ้าน  ด้วยความรับผิดชอบ  ที่ข้าราชการไทยก็ถูกบังคับอีก อย่างน้อย 2 ชั้น  ให้ตามกฎหมาย  และ เจ้านาย ( อธิบดี ในกรุงเทพ )
 
บทเรียนใหม่จากญี่ปุ่น:
 
     การจัดการที่เบ็ดเสร็จ  ใกล้ชิด  และตอบสนองต่อภูมินิเวศน์ แต่ละเกาะ  แต่ละช่วงเวลา แต่ละภัยพิบัติ  ล้วนต้องการการกระจายอำนาจของรัฐบาลกลางสู่รัฐท้องถิ่น  ( จังหวัด )  ยิ่งทางฝั่งชาวบ้านและชุมชน  มีการจัดตั้ง  เรียนรู้ร่วมกัน  และเปิดโอกาสให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม  รวมทั้งการอนุรักษ์ด้วยจิตสำนึกและจารีต/ วินัยต่อธรรมชาติ  และวิถีชีวิติรวมหมู่ของชุมชน  การจัดการระบบกรรมสิทธิ์สาธารณะ กับ กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลของชาวบ้าน  และด้วยการสนับสนุนเบ็ดเสร็จ  คนบวงจร  ความยั่งยืนของวิถีชีวิติชุมชน  จึงกลายเป็นความยั่งยืน ที่เป็นจริง ของทรัพยากรธรรมชาติ
 
     และ จากบทเรียนชุมชนแยกขยะ จะพบว่า ในภารกิจการปลุกจิตสำนึก (mind set) ล้วนต้องการ กระบวนการทำงานที่ละเอียดอ่อน ซับซ้อน  ต้องการการริเริ่มใหม่ๆ  รัฐท้องถิ่นในญี่ปุ่นมักใช้งบประมาณของหน่วยงาน  จัดจ้างองค์กรที่ไม่แสวงกำไร ( NPO: Non Profit Organization ) ทีมีความชำนาญเฉพาะเรื่องที่ชุมชนต้องการ  เช่นด้านการศึกษาพิเศษ  การดูแลผู้สูงอายุ  สุขภาพ  คนพิการ  และ NPO ญี่ปุ่นมักทำงานแบบอาสาสมัครด้วยใจ+การเป็นมืออาชีพ  ในการจัดการร่วมกันกับรัฐท้องถิ่น 
 
 
                                              บทกวีจากคณะศึกษาดูงาน
                                                                           ประพันธ์โดย คุณประเสริฐ สลิลอำไพ
 
 
ป่าจะเขียวเขียวด้วยใจใช่ใครสั่ง
ป่าจะยังเพราะใส่ใจใช่ใครขอ
ป่าจะทึบเพื่อลูกหลานสานต้นตอ
ป่าจะรอมนุษยชนคนเข้าใจ
 
“โมโรสึกะ” โมเดลป่าในฝัน
มหัศจรรย์พันลึกเกินนึกได้
จากยากจนข้นแค้นแน่นทรวงใน
พลิกผันไปสู่เมืองกระเดื่องนาม
 
ด้วยแนวคิดมองไกลไปข้างหน้า
ร่วมปลูกป่าสวนซีด้าร์อย่ามองข้าม
คละด้วยไม้หลายพันธุ์อันงดงาม
อาชีพตามวิถีคนพึ่งตนเอง
 
ปลูกผักแบบเรือนกระจกไม่ผกผัน
จับมือกันวิชาการสานคนเก่ง
สหกรณ์ร้านค้ามาบรรเลง
คล้ายเป็นเพลงประสานร้องท้องถิ่นตน
 
แปดสิบแปดชุมชนทุกคนสู้
ร่วมกันอยู่เป็นหนึ่งใจไม่ขัดสน
ผ่านตัวแทนสิบหกกลุ่มชุมนุมคน
ดังรวมพลพัฒนาพาก้าวไกล
 
แก้ปัญหาจากวัยเยาว์สู่วัยเรียน
การอ่านเขียนมาตรฐานมั่นใจได้
ช่วยดูแลสวัสดิการวันสูงวัย
ให้สดใสได้พบสุขทุกข์เจือจาง
 
คนรักกันเพราะมุ่งมั่นช่วยกันแก้
คนไม่แพ้เพราะร่วมกันช่วยสรรค์สร้าง
คนรักป่าเพราะป่าให้สุขทุกทาง
คนไม่ร้างรินน้ำใจให้ชุมชน
 
แปรรูปไม้ชายเห็ดโฮมสเตย์
ทั้งฮาเฮวัฒนธรรมย้ำทุกหน
ภาคภูมิใจในแบรนด์ของทุกคน
“โมโรสึกะ” ดลใจให้โลกงาม
# โมโรสึกะโมเดล
    บัวงามน้ำใส
 
     7 พฤศจิกายน 2561