กรณีศึกษาที่ 4 ชิรากาว่า เมืองมรดกโลกด้านวัฒนธรรม

กรณีศึกษาที่ 4  ชิรากาว่า เมืองมรดกโลกด้านวัฒนธรรม 


เมืองชิรากาว่า เป็นเมืองที่อยู่ท่ามกลางหุบเขา เดินทางจากเมืองทากายาม่าโดยทางรถบัส ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ที่นั่นมีชุมชนดั้งเดิมอยู่แห่งหนึ่งชื่อ ชุมชนโอกิมาจิ ซึ่งคนในชุมชนได้อนุรักษ์วิถีชีวิตและสถาปัตยกรรมบ้านที่อยู่อาศัยในรูปทรง “กัสโช” อันเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวเอาไว้ได้อย่างมั่นคงน่าภาคภูมิใจ จนองค์การยูเนสโกได้ประกาศรับรองให้เป็นเมืองมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมเราได้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งของเมืองชิรากาว่าท่ามกลางสายฝนโปรยปราย อากาศหนาวเย็นและชุ่มช่ำ เรียกชื่อว่า“หมู่บ้านกัสโซซึคุริ” ทิวทัศน์ภูเขาและใบไม้ที่เปลี่ยนสีไปทั้งหุบเขาดูละลานตา ชุมชนตั้งอยู่เรียงราย ผังเมืองเป็นระเบียบ โครงสร้างกายภาพเป็นโครงสร้างแบบอ่อน ใช้หินคอนกรีตน้อยมาก ร่องน้ำลำธารขนาดเล็กมีน้ำใสไหลริน เชื่อมถึงกันทั่วทั้งชุมชน ทำให้จิตใจสงบเคลิบเคลิ้มเกินกว่าจะบรรยาย
 
Gassho  หมายถึง มือที่กำลังไหว้พนมเพื่อสวดมนต์ขอพร จึงสื่อความหมายเป็นนัยของ
“รวงรัง” อันสงบร่มเย็นสำหรับผู้อยู่อาศัย ในหมู่บ้านแห่งนี้

     กัสโซ เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมบ้านที่พักอาศัยของคนญี่ปุ่นนับแต่ครั้งโบราณ ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยสถาปัตยกรรมที่เป็นแบบโมเดิร์นไปหมดแล้ว ลักษณะเด่นของกัสโซอยู่ที่ทรงหลังคาที่ยกขึ้นสูงชันและทอด
คล่อมยาวลงมาจนเกือบจรดพื้นดินทั้งสองข้าง หลังคามุงด้วยหญ้าแห้งเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆจนมีความหนาเป็นเมตรกันเลยทีเดียว จึงสามารถทนทานต่อผลึกหิมะที่กดทับในช่วงฤดูหนาว และรับมือกับหยาดฝนในช่วงฤดูใบไม้ผลิได้เป็นอย่างดี
 
 
ที่มา http://travel.catdumb.com


ที่มา http://travel.catdumb.com


      ส่วนภายในบ้านจะมีขนาดใหญ่มากกว้างขวาง รองรับการอยู่อาศัยร่วมกันเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ แบ่งเป็นสัดส่วน ไม่แออัดยัดเยียด มีระดับชั้นการใช้พื้นที่ตามความสำคัญของสมาชิก แบ่งภายในเป็นชั้น 3-4 ชั้น มีทั้งสำหรับพักอาศัย พักผ่อนหย่อนใจ และมีพื้นที่กลางสำหรับพิธีกรรมด้วย
 

ที่มา http://travel.catdumb.com

หมู่บ้านชิรากาว่า รวมทั้ง โอกิมาจิ (Ogimachi) และโกกายาม่า (Gokayama) ได้รับการบรรจุในบัญชีรายชื่อมรดกโลกในเดือนธันวาคม  1995 เนื่องจากมีเงื่อนไขตามเกณฑ์ 6 ประการของ UNESCO โดยเฉพาะจุดเด่นของสถาปัตยกรรมสไตล์กัสโซ บ้านอยู่อาศัยของชาวบ้านที่ยังคงหลงเหลือจริงๆและอยู่เป็นกลุ่มก้อนในพื้นที่ๆเป็นภูมิทัศน์ตามธรรมชาติในแหล่งกำเนิดของมัน

     ภายหลังจากที่มีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำ Sho ระหว่างปี 1945-1955 มีชุมชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่มากนัก ได้ถูกน้ำท่วม บ้านรูปทรงกัสโซจำนวนมากถูกขายหนีไปอยู่ที่อื่น บางส่วนถูกไฟไหม้สูญเสียไป 
 
     เมื่อจำนวนบ้านทรงกัสโซลดลง จาก 300 หลังในปี 1924  เหลือเพียง 191 หลังในปี 1961 ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจึงเกิดตระหนักว่าปัญหากำลังจะเข้าสู่วิกฤติ ทั้งจากปัญหาประชากรที่ลดลงทุกขณะและวิถีชีวิต-วัฒนธรรมของพวกเขากำลังจะสูญพันธุ์ 

 
     ชาวชุมชนโอกิมาจิคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งเกิดความรู้สึกว่า นับวันบ้านแบบโบราณที่พวกเขารับมรดกและอยู่อาศัยสืบทอดกันมา จะค่อยๆหายไปและถูกแทนที่บ้านทรงสมัยใหม่ซึ่งสร้างง่าย ราคาถูก วัสดุหาง่ายและดูแลรักษาได้ง่ายกว่า คนรุ่นใหม่จึงหันไปนิยมแบบนั้นจนสถาปัตยกรรมแบบเดิมแทบไม่เหลือให้เห็น
 
     พวกเขาจึงรวมกลุ่มกันในหมู่คนที่มีบ้านกัสโซและรู้สึกหวงแหนในมรดกภูมิปัญญาของบรรพชน
ตั้งสมาคมขึ้นมาทำงานรณรงค์ปกป้องวัฒนธรรมและวิถีชีวตของตน โดยมีปณิธานว่าจะอนุรักษ์บ้านทรงกัสโซและสภาพแวดล้อม พื้นที่เพาะปลูก ป่าไม้ ภูเขา ลำธาร เอาไว้ตราบนานเท่านาน จนกระทั่งบัดนี้ได้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงของประเทศ
 
     • ปี 1971 ชาวบ้านทุกคนร่วมกับสมาคมอนุรักษ์ของพวกเขา ได้กำหนดเป็นธรรมนูญของหมู่บ้านว่า
“ไม่ขาย ไม่ปล่อย ไม่ทำลาย” ส่งผลให้ชุมชนสามารถอนุรักษ์บ้านทรงกัสโซเอาไว้ได้มากที่สุดในบรรดาชุมชนหมู่บ้านของญี่ปุ่นทั้งหมดในปัจจุบัน
 
     นอกจากนั้น ชุมชนยังจัดให้มีระบบการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว โดยเน้นเรื่อง
“ขีดความสามารถในการรองรับได้ ”
  จึงมีการจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยว มีระบบการจองที่จอดรถ จัดทำแผนที่เพื่อการท่องเที่ยวโดยชุมชน และจัดทำวิดีทัศน์แนะนำมารยาทการท่องเที่ยวสำหรับแจกให้กับรถโดยสารที่นำพานักท่องเที่ยวเข้ามา

 
     ชาวบ้านได้เรียนรู้การสร้างกลไกและระบบจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน โดยในแต่ละเดือนจะมีการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อวางแผนในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวในชุมชนร่วมกันอย่างเหมาะสม
 
     • ปี 1976 โอกิมาจิ ได้รับการยกย่องเป็นอำเภออนุรักษ์สถาปัตยกรรมและศิลปวัฒนธรรมที่เป็นสมบัติสำคัญของชาติ และรัฐบาลเข้ามาสนับสนุนการทำงานอย่างต่อเนื่อง