หมอกควันคลุ้งเหนือ สู่ ฝุ่นละอองฟุ้งกรุง

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)
บทความ: ฝุ่นพิษ / สิ่งแวดล้อมสิ่งแวดล้อม
-------------------------------- ------------------------
 
 ' หมอกควันคลุ้งเหนือ' สู่' ฝุ่นละอองฟุ้งกรุง'
สานพลัง' มติสมัชชาสุขภาพ'
 
 

https://www.youtube.com/watch?v=E8K2JbINA7A



“ ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน จะเป็นประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงที่สุดของกรุงเทพฯ เพราะเรื่องนี้กระทบต่อสุขภาพโดยตรงอย่างไม่มีการเลือกชนชั้น ”

ที่มา news.mthai.com

     ทั้งนี้ เชื่อเหลือเกินว่า ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบและประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่ ต่างทราบข้อมูลผลกระทบสุขภาพจากฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นอย่างดี ทั้งขนาดที่จิ๋วจนสามารถทะลวงเข้าสู่เนื้อเยื่อถุงลมปอด ระบบไหลเวียนโลหิตและอวัยวะได้โดยตรง องค์ประกอบของฝุ่นละอองที่มักจะจับตัวกับโลหะหนักซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ตลอดจนความผิดปกติที่จะเกิดกับทารกในครรภ์ได้ (https://waymagazine.org/air_pollution_pm_2_5/)
 
     ข้อมูลจาก ดร.ผาสุข แก้วเจริญตา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลลับแล จ.อุตรดิตถ์ ในฐานะนักวิชาการด้านสุขภาพชุมชนลงพื้นที่เก็บข้อมูลสุขภาพในเขตพื้นที่เผชิญกับปัญหาหมอกควันในโซนภาคเหนือ เพื่อวิจัยและหาแนวทางแก้ไข ย้ำให้เห็นอันตรายด้านสุขภาพจากฝุ่นพิษขนาดเล็ก โดยเธอบอกว่า ด้วยขนาดที่เล็กกว่าเม็ดเลือดแดง  พอสูดผ่านการหายใจ ฝุ่นที่มาพร้อมกับโลหะหนักก่อมะเร็งจะลอยไปกับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย และแทรกซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต กระจายไปทั่วร่างกายของมนุษย์ ตั้งแต่สมอง หัวใจ เม็ดเลือดแดง อวัยวะภายใน แม้แต่ฮอร์โมน ก็อาจเกิดอาการเสื่อมได้และเกิดเป็นโรคในที่สุด 
 
ทว่า กลับยังมีใครอีกหลายคนที่ไม่ได้รู้สึกกังวล หรือตระหนักถึงความรุนแรงในระดับที่ควรจะเป็นสักเท่าใดนัก!
     นั่นเพราะถึงแม้ว่าเจ้าฝุ่นพิษขนาดจิ๋วเหล่านี้ จะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากถึงประมาณปีละ 37,000 ราย (https://greennews.agency/?p=14881) แต่เพราะไม่มีกลิ่นที่ชัดเจน ไม่ได้ปรากฏตัวให้เห็นในระยะประชิด และไม่ได้ทำให้เกิดการระคายเคืองอย่างรวดเร็ว …เรียกได้ว่าเป็นเพชฌฆาตที่อำพรางตัวอย่างแนบเนียน

“รู้หรือไม่! ฝุ่นพิษขนาดจิ๋ว หรือ PM 2.5 กลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตก่อนวัยอันควร มากถึงประมาณปีละ 37,000 ราย”
 
     อย่างไรก็ดี นอกจากการคมนาคม มลพิษทางอากาศที่มาจากเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง และมลพิษข้ามพรมแดนที่เกิดจากการเผาในที่โล่งแจ้งของประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีลมเป็นสื่อกลางพัดมายังประเทศไทย 
 
     ดร.ผาสุข ยังตั้งข้อสังเกตถึงเหตุการณ์ฝุ่นพิษจิ๋วคลุมเมืองหลวงในครั้งนี้ ว่ายังมีอีก 2 ปัจจัยหลัก ที่ทำให้อากาศในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในภาวะวิกฤต คือ  1.การก่อสร้างระดับเมกะโปรเจ็กต์ เช่น รถไฟฟ้าสายต่างๆ การก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ อย่างคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรที่ผุดโครงการขึ้นเยอะมากในช่วง 2-3 ปีมานี้ รวมถึงการก่อสร้างซ่อมแซมถนน อาคารบ้านเรือน และอื่นๆ และ 2.ปริมาณฝุ่นเดิมที่ตกค้างอยู่ตามถนน


 
     “ฝุ่นที่คลุ้งอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในขณะนี้ ส่วนหนึ่งเพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่มีต้นไม้ ไม่มีตัวกรองที่จะดูดซับเอาไว้ พอฝนตกก็ชะฝุ่นลงพื้นลงถนน พอแห้งรถที่วิ่งไปมาก็ตีฝุ่นให้กลับไปคลุ้งในอากาศอีก เป็นวัฏจักรวนเวียนไปอย่างนี้ ดังนั้น ควรมีมาตรฐานระยะยาวในการออกนโยบายความรับผิดชอบร่วมด้านสิ่งแวดล้อม กับโครงการโดยรัฐ ภาคเอกชน หรือผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่ต้องดำเนินงานก่อสร้างและทำให้เกิดฝุ่นควัน การล้างถนนเพื่อขจัดฝุ่นละอองตกค้างให้บ่อยขึ้น แม้กระทั่งรณรงค์ให้ปลูกต้นไม้มากขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว” นักวิชาการด้านสุขภาพชุมชนคนเดิมระบุ 

     นอกจากมิติด้านสุขภาพแล้ว วายร้ายฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 ยังมีพลานุภาพในระดับที่สามารถสั่นคลอนเศรษฐกิจของประเทศได้ โดย ศูนย์วิจัยกสิกร คาดการณ์ว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากปัญหาฝุ่นละอองเกินมาตรฐานในระยะเวลาแค่ 1 เดือน โดยคิดเฉพาะ “ค่าเสียโอกาส” จากเรื่องสุขภาพและการท่องเที่ยว เบื้องต้นมีไม่ต่ำกว่า 2,600 ล้านบาท (https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-econ/economy/Pages/z2955....)
 
“ปัญหานี้รุนแรงมาก และจนถึงขณะนี้ก็ยังมองไม่เห็นทางออก” เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติแสดงความกังวล
 
    

นายแพทย์พลเดชยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ โดยสำนักสนับสนุนยุทธศาสตร์สังคมเข้มแข็ง ได้ทำงานเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็กร่วมกับภาคีเครือข่ายพื้นที่ กทม.อย่างเข้มข้น มีการมอนิเตอร์สถานการณ์จากชุมชนต่างๆ จนทำให้ทราบว่าแนวโน้มของปัญหาจะรุนแรงและขยายออกไปมากขึ้น

“ ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องแก้ปัญหาเหมือนกับกรณี 13 หมู่ป่าติดถ้ำ คือต้องสานพลังจากทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงานจะต้องระดมความคิดเห็นร่วมกันว่าจะเอาอย่างไรต่อ หรือมีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอะไรบ้างในโลกนี้ที่จะช่วยแก้ปัญหาได้” นายแพทย์พลเดช ระบุ พร้อมคาดการณ์ว่า ภาคีเครือข่ายฯ จะเสนอระเบียบวาระเรื่องการแก้ไขปัญหา PM 2.5 เข้าสู่การพิจารณาภายในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 12 ประจำปี 2562 ด้วย
 
     สอดคล้องกับมุมมองของ จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เชื่อว่าการสานพลังจะช่วยคลี่คลายวิกฤตการณ์ครั้งนี้ เพราะถึงแม้ประเทศไทยยังไม่มีนโยบายและมาตรการที่เฉียบขาด แต่ถ้าระดับชุมชนร่วมไม้ร่วมมือกันก็จะทำให้เราเดินออกจากปัญหาได้


 
     “ อย่างมาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการโดยชุมชนหรือระดับพื้นที่ก็สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ เช่น จ.เชียงใหม่ มีปัญหาเรื่องหมอกควัน เขาก็แบ่งเป็นอำเภอๆ เลยว่าแต่ละอำเภอจะกำหนดมาตรการอย่างไร จะจัดการการเผาในที่โล่งอย่างไรให้ดีที่สุด เริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาร่วมกัน และตั้งใจจะแก้ไขร่วมกัน ” จริยากล่าว