ขยะอิเล็กทรอนิกส์


“ขยะอิเล็กทรอนิกส์” 
ภัยใกล้ตัว ..ที่เราควรตระหนัก!

 
เมื่อ.. “ขยะล้นประเทศไทย”

     ...แค่ทิ้งเพียงคนละชิ้น เชื่อหรือไม่ว่าประเทศไทยจะมีขยะต่อวันมากถึง 66 ล้านตัน! เมื่อเทียบกับฐานประชากรของประเทศที่มีอยู่ 66.18 ล้านคน แม้ในความเป็นจริงจากรายการสถานการณ์ขยะมูลฝอยชุมชนของประเทศไทย ปี 2559 โดยกรมควบคุมมลพิษ (อ้างอิงจาก สถานการณ์ขยะในประเทศไทย 6 ก.ค. 2561 https://www.schoolofchangemakers.com/knowledge/11678) พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยอยู่ที่ 27.06 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนประชากรที่มีอยู่ แต่นั่นก็ถือว่าเป็น “ปัญหาวิกฤต” เพราะขยะในปริมาณดังกล่าวเทียบเท่าได้กับ ตึกใบหยก 2 ถึง 140 ตึก  และเมื่อเฉลี่ยการก่อเกิดขยะพบว่าประชากร 1 คน สร้างขยะต่อวันราว 1.14 กิโลกรัม ทั้งที่ภาครัฐ เอกชน รวมถึงภาคประชาชน ต่างร่วมมือกันเพื่อสร้างระบบกำจัดอย่างยั่งยืนในแบบขยะเป็นศูนย์ หรือ Zero Waste ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
 
 
 
“รู้มั้ย?! คนไทย 1 คน ผลิตขยะเฉลี่ยวันละ 1.14 กิโลกรัม
รวมทั้งประเทศต่อปี ผลิตขยะเท่ากับตึกใบหยก 2 มากถึง 140 ตึก”

 
 
     ส่วนประเภทขยะที่พบในชุมชน นอกจากขยะอินทรีย์ร้อยละ 64 ขยะรีไซเคิลร้อยละ 30 และขยะทั่วไปร้อยละ 3 ยังมีขยะอีกประเภทที่กล่าวได้ว่าอยู่ในภาวะวิกฤตที่สุดของปัญหาขยะล้นประเทศ ซึ่งก็คือ “ขยะอันตราย” ที่ต้องนําไปกําจัดหรือบําบัดด้วยวิธีเฉพาะ จำพวกขวดยา ยาฆ่าแมลง ขยะจากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม รวมถึง “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” อย่าง หลอดไฟ ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ขนาดเล็ก มือถือ เครื่องเล่นซีดี ดีวีดี เพจเจอร์ คอมพิวเตอร์ ทีวี ตู้เย็น ฯลฯ ที่มีอยู่ไม่น้อยจำนวนร้อยละ 3 ของปริมาณขยะมูลฝอยทั้งประเทศ  ที่สำคัญขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นของใกล้ตัวที่หลายคนไม่ได้มองเป็นขยะอันตราย ไม่ทราบถึงวิธีการกำจัดที่ถูกต้อง และทิ้งรวมกับขยะทั่วไป 

 
ภัยใกล้ตัว “ขยะอิเล็กทรอนิกส์”  ปัญหาเก่าที่ “เรา” ยังไม่ตระหนัก!
 
 

     ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วง 30 ปีมานี้ และกลายเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก (อ้างอิงจาก ‘ขยะอิเล็กทรอนิกส์’ ไม่ได้จบแค่ที่ซาเล้ง’ 14 กุมภาพันธ์ 2561 https://themomentum.co/electronic-waste/) ซึ่งปัจจุบันพบว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Waste) หรือซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กระแสไฟฟ้าหรือสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในการทำงาน จากทั่วโลกมีปริมาณมากกว่า 40 ล้านตันต่อปี และมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ต่อปี ขณะที่ปัญหาในระดับประเทศไล่ลงมาถึงระดับท้องถิ่นก็รุนแรงไม่แพ้กัน  เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

     ในประเทศไทยเองพบว่า ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2556-2559) ประเทศไทยมีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จากชุมชนโดยเฉลี่ย 380,605 ตันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 2.2 ต่อปี โดยขยะอิเล็กทรอนิกส์คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 64.8 ของปริมาณของเสียอันตรายที่เกิดขึ้นในชุมชนทั้งหมด (อ้างอิงจาก ‘ขยะอิเล็กทรอนิกส์’ ไม่ได้จบแค่ที่ซาเล้ง’ 14 กุมภาพันธ์ 2561 https://themomentum.co/electronic-waste/)


 
 
“ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์เกือบ 4 แสนตันต่อปี
คิดเป็นร้อยละ 64.8 ของขยะอันตรายที่เกิดขึ้นในชุมชน”
 
      โดยซากอิเล็กทรอนิกส์ที่พบมากที่สุดระหว่างปี 2555-2558 (อ้างอิงจาก รายงานทีดีอาร์ไอ : การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ต.ค. 2560 https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2018/04/wb133.pdf)  คือ โทรทัศน์ 106,335 ตัน หรือร้อยละ 27 รองลงมาคือ เครื่องปรับอากาศ 74,799 ตัน หรือร้อยละ 19 ตู้เย็น 65,765 ตัน หรือร้อยละ 17 เครื่องซักผ้า 60,492 ตัน หรือร้อยละ 16 และคอมพิวเตอร์ 57,058 ตัน หรือร้อยละ 15 นอกนั้นเป็นเครื่องเล่นวีซีดี/ ดีวีดี โทรศัพท์ และกล้องถ่ายรูปดิจิตอล ขณะที่แหล่งกำเนิดส่วนใหญ่มาจากบ้านเรือนทั่วไปคิดเป็นร้อยละ 82 และการกำจัดซากที่น่าเป็นห่วงคือทิ้งปนกับขยะทั่วไปมากถึงร้อยละ 15.6 อย่างไรก็ดี จากการคาดการณ์ของกรมควบคุมมลพิษพบว่า “โทรศัพท์มือถือ” จะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่พบมากที่สุดและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี  โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีโทรศัพท์มือถือเก่าตกค้างอยู่ในครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 200 ล้านเครื่อง และประมาณการว่าจะพบซากโทรศัพท์มือถือเพิ่มอีก 13.42 ล้านเครื่อง ในปี 2564 ตัวเลขในข้างต้นยังไม่รวมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ (อ้างอิงจาก กรอ. ชู 4 มาตรการ! คุม "148 โรงงานกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์" ทั่วไทย - "มือถือ-คอมพิวเตอร์" ปริมาณสูงสุด 31 พ.ค. 2561 http://www.thansettakij.com/content/285926) ที่รัฐบาลไฟเขียวให้นำเข้าเพื่อบำบัดและแปรรูปในโรงงานที่ได้รับการอนุญาตอีกประมาณ 53,000 ตันต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 98 ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ 
 
     อีกปมปัญหาที่น่ากังวลไม่แพ้กัน คือการบริหารจัดการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย (อ้างอิงจาก ‘ขยะอิเล็กทรอนิกส์’ ไม่ได้จบแค่ที่ซาเล้ง’ 14 กุมภาพันธ์ 2561 https://themomentum.co/electronic-waste/) ประเมินว่า ทุกวันนี้มีขยะอิเล็กทรอนิกส์จากชุมชนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพียงร้อยละ 7.1 จากจำนวนขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดเกือบ 4 แสนตันต่อปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศไทยมีโรงงานรีไซเคิลซากขยะอิเล็กทรอนิกส์แค่ร้อยกว่าแห่ง ไม่เพียงพอต่อปริมาณขยะที่มีอยู่ ซากอิเล็กทรอนิกส์ที่เหลือ จึงถูกส่งต่อไปยังแหล่งคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่ 100 แห่ง ใน 17 จังหวัดทั่วประเทศ (อ้างอิงจาก รายงานทีดีอาร์ไอ : การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ต.ค. 2560 https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2018/04/wb133.pdf) ได้แก่ จ.กระบี่ จ.กาฬสินธุ์ จ.ชลบุรี จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.นครปฐม จ.นนทบุรี จ.บุรีรัมย์ จ.ปทุมธานี จ.ปราจีนบุรี จ.พระนครศรี-อยุธยา จ.ราชบุรี จ.ลำพูน จ.สมุทรปราการ จ.สมุทรสาคร จ.สระแก้ว และ จ.อำนาจเจริญ โดยแหล่งใหญ่ที่สุดอยู่ที่ อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ รองลงมาคือ อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ และอ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์
 
 
“โรงงานรีไซเคิลและแหล่งคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ในไทยมีจำกัด
ขณะที่การจัดบริการจัดการซากอิเล็กทรอนิกส์ยังขาดองค์ความรู้!”

 
     ขณะที่กิจกรรมที่เกิดขึ้นในแหล่งคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์พบว่า ผู้ประกอบอาชีพทำการถอดแยกชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ด้วยมือ มีบางส่วนเท่านั้นที่ใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล เช่น ถุงมือและหน้ากากอนามัย มีการเผาสายไฟและชิ้นส่วนพลาสติกเพื่อแยกทองแดงและโลหะ ทำให้เกิดไอทองแดง ฝุ่น สารไดออกซิน และฟิวแรนปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม มีการทิ้งและทุบจอโทรทัศน์และจอคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้โลหะหนักหลายชนิดปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ผ่าคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศและตู้เย็นเพื่อแยกทองแดง และทิ้งน้ำมันหล่อเย็นลงพื้น ตัดคอมเพสเซอร์ด้วยแก๊สเพื่อแยกทองแดงและเหล็ก และเผาชิ้นส่วนที่ไม่สามารถขายได้ การจัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบขาดองค์ความรู้ในข้างต้น ทำให้เกิดการปนเปื้อนของโลหะหนักในดินและแหล่งน้ำ รวมทั้งเกิดการสะสมในร่างกายของผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณแหล่งคัดแยกและในสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอันตรายทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรังต่อทั้งคน พืช และสัตว์