“ประชาธิปไตย กับ การมีส่วนร่วม”

ประชาธิปไตย กับ การมีส่วนร่วม

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป 

 

ภายหลังมีประกาศพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ.2561 ลงราชกิจจานุเบกษา
 
การคาดการณ์ว่าจะมีการเลือกตั้งได้อย่างเร็วที่สุดในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ทำให้กระแสการเลือกตั้งทั่วไปที่ขาดหายไปเกือบ 5 ปี เริ่มกลับมาสู่ความคึกคักอีกครั้ง
 

การหย่อนบัตรเลือกตั้งผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ใช้อำนาจอธิปไตยหรือบริหารจัดการอำนาจรัฐในระดับต่างๆ นับเป็นรูปแบบสัญลักษณ์ที่สำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งนิยมใช้กันทั่วโลก
 
คนไทยเองก็คุ้นชินกับการเลือกตั้งผู้แทนมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 แม้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาจะมีการก่อกบฏ 7 ครั้งและการรัฐประหารถึง 12 ครั้งเข้ามาคั่นเป็นระยะ
 
ย้อนเวลากลับไปที่เหตุการณ์วิกฤติประชาธิปไตยเมื่อปี 2535 อันเป็นต้นเหตุให้นายมารุต บุนนาค ประธานรัฐสภาในขณะนั้น ต้องตั้งกลไกคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.)ขึ้นมา โดยมีศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธานและกรรมการรวม 58 คน
 
คพป.ทำงานท่ามกลางความสับสนวุ่นวายทางการเมืองแสนสารพัดในช่วงนั้น มีภารกิจในการวางแนวทางและกรอบความคิดสำหรับการปฏิรูปการเมือง ซึ่งต่อมาได้สร้างอิทธิพลสำคัญต่อกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 และฉบับต่อๆมา
 
คพป.ได้ผลิตผลงานวิจัยส่งมอบให้ประธานรัฐสภาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2538 โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือ “ข้อเสนอกรอบความคิดในการปฏิรูปการเมืองไทย “ พร้อมกับงานวิจัยเป็นชุด รวม 15 เล่ม 
 
ลักษณะการปฏิรูปการเมืองของ คพป. มีสาระสำคัญ 4 ประเด็นคือ 1) การปฏิรูปทางการเมืองต้องแก้ไขปัญหาของระบบการเมืองทั้งระบบไม่ใช่จุดใดจุดหนึ่ง 2)การปฏิรูปการเมืองมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความสุจริตและประสิทธิภาพทางการเมือง 3)ต้องยกร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จในคราวเดียวกัน 4)ยึดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเป็นกรอบหลัก มุ่งปรับปรุงระบบรัฐสภาที่ล้าสมัยให้เป็นระบบรัฐสภาแบบทันสมัยและมีเหตุผล (rationalized parliamentary system)
 
ผลสะเทือนจากข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองในครั้งนั้น ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ปี2550 และปี 2560 มีการเพิ่มสิ่งที่เรียกว่า “ระบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม”(participatory democracy) เข้ามาอยู่เคียงคู่กับ “ระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน”(representative democracy)นับแต่นั้น
 
พรบ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 เป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นอย่างสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทุกประการในแง่นี้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) จึงเป็นกลไกที่ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่สำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนกระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมอย่างที่เป็นอยู่
 

สช.เป็นหน่วยงานขนาดเล็กที่มีภารกิจต้องทำงานเชื่อมโยงกับทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคม คุณภาพชีวิต สุขภาพและสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้เอง สช.จึงไม่ใช่หน่วยงานที่สังกัดหรืออยู่ในกำกับของกระทรวงสาธารณสุขอย่างที่ข้าราชการสาธารณสุขและคนทั่วไปเข้าใจ แต่เป็นหน่วยงานอิสระที่อยู่ในกำกับโดยตรงของนายกรัฐมนตรี


 ด้วยนิยามสุขภาพมิติกว้าง ที่หมายถึงสุขภาวะทั้ง 4 มิติ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคมและปัญญา เมื่อรวมกับเครือข่ายทางสังคมที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นในแง่มุมของ”ปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพ”(social determinants of health) ยิ่งทำให้ประเด็นงานของ สช.นับวันจะขยายกว้างออกไปนอกวงการแพทย์และการสาธารณสุขทุกที
 
สำหรับการพัฒนาระบบประชาธิปไตยและคุณภาพของพลเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน สช.มองเป็นองค์ประกอบสามระดับ ได้แก่
 

1.ระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน อันหมายถึงการที่ประชาชนเลือกตั้งผู้แทนประเภทต่างๆ ทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น หรือระดับอื่นๆ เพื่อให้ไปทำหน้าที่ใช้อำนาจรัฐแทนตน อย่างที่รู้จักคุ้นเคยกัน
 
2.ระบบประชาธิปไตยทางตรงหรือประชาธิปไตยชุมชน หมายถึงการที่ประชาชนลุกขึ้นมากำหนดเจตนารมณ์ในการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตน ตามสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย รูปธรรมก็คืองานชุมชนเข้มแข็ง-ชุมชนสุขภาวะในรูปแบบต่างๆ
 
3.ระบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เป็นระบบที่อยู่ระหว่างกลางและเป็นตัวเชื่อมระหว่าง 1 และ 2 ซึ่งสช.ส่งเสริมและสนับสนุนด้วยการบุกเบิกแนวคิดสานพลังตามทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา รวมทั้งพัฒนาเครื่องมือที่เรียกว่า สมัชชาสุขภาพ ธรรมนูญสุขภาพ สิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพ และการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพขึ้นมารองรับซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง

 
ในเวลาที่ปี่กลองทางการเมืองในระบบประชาธิปไตยตัวแทนกำลังออกแขกโหมโรง สช.ก็ยิ่งต้องเร่งเสริมสร้างเครือข่ายประชาธิปไตยทางตรงและประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานร่วมกันระหว่างประชาธิปไตยทั้งสามระบบ อย่างสร้างสรรค์และสมศักดิ์ศรี ในอนาคตอันใกล้.




*คอลัมน์ คุยกับเลขาธิการ จากจดหมายข่าว "สานพลัง" ฉบับที่ 99 เดือน กันยายน 2561
 


ชื่อผู้แต่ง: 
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป
คำค้น: 
นโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม, ประชาธิปไตยกับการมีส่วนร่วม, พลเดช ปิ่นประทีป