ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 9

คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเสนอ ดังนี้

              1. เห็นชอบข้อเสนอทางนโยบายเพื่อการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติกับบุคลากรทางการแพทย์ ตามมติคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2551 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 ดังนี้

                  1.2 เห็นชอบให้เปลี่ยนชื่อข้อเสนอเชิงนโยบาย จาก  “การแก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติกับบุคลากรทางการแพทย์”  ไปเป็น  “การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติกับบุคลากรทางการแพทย์”  ตามมติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1

                  1.3 เห็นชอบข้อเสนอเชิงนโยบาย  เรื่อง  การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติกับบุคลากรทางการแพทย์ ตามมติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ

              2. ให้กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง รับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

คณะรัฐมนตรีมีมติดังนี้

              1. เห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับข้อเสนอทางนโยบายเรื่อง ผลกระทบจากอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและจังหวัดระยอง ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ครั้งที่ 4/2551 เมื่อวันที่ 1

สิงหาคม 2551 ตามที่สำนักงาน คสช. เสนอ ไปพิจารณาดำเนินการดังนี้

                  1.1 ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลผลกระทบทางสุขภาพจากอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในพื้นที่มาบตาพุดและอำเภอบ้านฉาง  รวมถึงเผยแพร่วิธีป้องกันผลกระทบและวิธีการสร้างเสริมสุขภาพในภาวะมลพิษให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึงโดยเร็วและต่อเนื่อง  และให้จัดทำแผนและกฎการปฏิบัติการสำหรับป้องกันและบรรเทาอุบัติภัยจากอุตสาหกรรมและการจัดทำแผนป้องกันและบรรเทาอุบัติภัยสารเคมีระดับจังหวัดโดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรและประชาชนในพื้นที่

                  1.2 ให้ คสช. สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพกลไกกลางในการดำเนินงานและความเข้มแข็งของภาคประชาชน  ได้แก่  การศึกษาแนวทางในการจัดตั้งกลไกผู้ตรวจการสำหรับการป้องกันและแก้ไขผลกระทบทางสุขภาพ  การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของภาคประชาชน  และการสนับสนุนภาคประชาสังคมจังหวัดระยองติดตามความเคลื่อนไหวทางนโยบายโดยใช้กระบวนการสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่

              2. ส่วนข้อเสนอที่สำนักงาน คสช. เสนอคือ

                  2.1 ให้รัฐบาลทบทวนและปรับแนวทางการพัฒนาจังหวัดระยอง   โดยจัดตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วน วางและจัดทำผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมหลักและชุมชนจังหวัดระยองฉบับใหม่ ปรับปรุงระบบและมาตรการทางการคลัง และจัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดระยอง จัดให้มีระบบและกลไกการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางสังคม  โดยเฉพาะปัญหาเด็กและเยาวชน   และจัดให้มีบริการทางสังคมซึ่งเป็นความสำคัญขั้นพื้นฐานอย่างเพียงพอ โดยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ในทุกขั้นตอน

                  2.2 ให้รัฐบาลชะลอการขยายและก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่มาบตาพุดและบ้านฉางในระหว่างการทบทวนและปรับแนวทางการพัฒนาจังหวัดระยอง   โดยให้มีการกำหนดแนวทางและกระบวนการตัดสินใจในการให้อนุมัติ/อนุญาต/ให้ความเห็นชอบการขยายโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ให้เป็นไปตามมาตรา 67ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นั้น ให้คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) เป็นประธาน รับไปพิจารณาทบทวนความเหมาะสมตามอำนาจหน้าที่

และความสอดคล้องของกฎหมาย กฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเสนอมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2551  รวม 14 ประเด็น  และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายงานผลการดำเนินการพร้อมทั้งปัญหาอุปสรรคเพื่อแจ้งต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติด้วย โดยมติสมัชชาสุภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2551 ประกอบด้วย

              มติ 1.1     ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ

              มติ 1.2     การเข้าถึงยาถ้วนหน้าของประชากรไทย

              มติ 1.3     นโยบายแห่งชาติเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดน

                             ภาคใต้

              มติ 1.4     การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกำหนดนโยบายการเจรจาการค้าเสรี

              มติ 1.5     เกษตรและอาหารในยุควิกฤต

              มติ 1.6     ยุทธศาสตร์ในการจัดการปัญหาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

              มติ 1.7     บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการจัดการสุขภาพและทรัพยากรธรรมชาติ สิ่ง

                             แวดล้อม

              มติ 1.8     ความเสมอภาคในการเข้าถึงและได้รับบริการสาธารณสุขที่จำเป็น

              มติ 1.9     ผลกระทบจากสื่อต่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว

              มติ 1.10   สุขภาวะทางเพศ : ความรุนแรงทางเพศ การตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม  และเรื่องเพศกับเอดส์

                             /โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

              มติ 1.11   ระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพในสังคมไทย

              มติ 1.12   นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะของแรงงานนอกระบบ

              มติ 1.13   การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติกับบุคลากรทางการแพทย์ 

              มติ 1.14   วิกฤตเศรษฐกิจและการปกป้องสุขภาวะคนไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติดังนี้

               1. เห็นชอบข้อเสนอนโยบายการจัดการสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพื่อลดผลกระทบทางสุขภาพตามมติคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ครั้งที่ 3/2551 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 ที่เห็นชอบนโยบายการจัดการสารเคมี  ฯ  ในประเด็น “การมีส่วนร่วมของประชาชน” และ “การควบคุมโฆษณาและขายตรง” เพื่อมอบให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการ ตามที่สำนักงาน คสช. เสนอ

               2. ให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่เห็นควรมีมาตรการสร้างความตระหนักและความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับการใช้สารเคมีและวัตถุอันตรายต่าง ๆ ในวงกว้างและอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันตนเองต่อเรื่องดังกล่าว และในการควบคุมและป้องกันสารเคมีโดยการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนควรนำข้อคิดเห็นของสาธารณชนไปเป็นปัจจัยหนึ่งในการประกอบการพิจารณาการขึ้นทะเบียนสารเคมี  โดยมีการเผยแพร่ข้อมูลให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ข้อคิดเห็น พร้อมแสดงข้อมูลและหลักฐานประกอบเพื่อสร้างความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน  นอกจากนี้ ควรส่งเสริมเรื่องระบบการเฝ้าระวังในการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายทางการเกษตร  โดยสนับสนุนให้มีกระบวนการสร้างความรู้และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่เกษตรกร   และเร่งดำเนินการมาตรการรณรงค์เรื่องการลดใช้สารเคมีร่วมกันของทุกภาคส่วนทั้งในกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้ ประชาชนผู้บริโภค ภาคเอกชนผู้ผลิต และตัวแทนจำหน่าย รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี  คณะที่ 2  ที่มีมติเห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ตั้งงบประมาณปี พ.ศ. 2552  ผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ส่วนการตั้งงบประมาณปีต่อ ๆ ไป ให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติตั้งงบประมาณผ่านสำนักนายกรัฐมนตรี   สำหรับภาพรวมของนโยบายด้านการสาธารณสุขของประเทศ   มอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรับไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินนโยบายด้านการสาธารณสุขของประเทศมีทิศทางที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) ประธานกรรมการสุขภาพแห่งชาติ  (คสช.)  รายงานความก้าวหน้าการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2550 เกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ทศวรรษกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ  สรุปได้ดังนี้  คสช. ได้จัดประชุม คสช.  ครั้งที่ 1/2550  เมื่อวันที่  23  พฤศจิกายน  2550  ซึ่งที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพ โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์เกษม วัฒนชัย เป็นประธานกรรมการ  นายสุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เป็นรองประธานกรรมการ  ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข   และผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์   สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นเลขานุการร่วมกัน  โดยคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพ ได้มีการประชุมไปแล้ว 1 ครั้ง  และเห็นชอบให้มีคณะทำงานพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ขึ้นมาทำหน้าที่วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลทางวิชาการ   รวมทั้งจัดเวทีสาธารณะแบบมีส่วนร่วมและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์อย่างเป็นระบบ ภายในระยะแรกไม่เกิน 6 เดือน

คณะรัฐมนตรีมีมติมอบให้รองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) เป็นประธานการหารือเรื่อง

การขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรม

การสุขภาพแห่งชาติ สำนักงบประมาณ  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง  แล้วนำ

เสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

คณะรัฐมนตรีมีมติ ดังนี้

               1. รับทราบมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 10 พ.ศ. 2560 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการตามมติฯ ซึ่งประกอบด้วย 4 เรื่อง ได้แก่ (1) การส่งเสริมให้คนไทยทุกช่วงวัยมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น (2) การพัฒนาพื้นที่เล่นสร้างเสริมสุขภาวะของเด็กปฐมวัยและวัยประถมศึกษา (3) ชุมชนเป็นศูนย์กลางในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และ (4) การจัดการขยะมูลฝอยในชุมชนแบบมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน โดยมติฯ ทั้ง 4 เรื่องดังกล่าวได้ขอให้ทุกภาคส่วนในสังคม ได้แก่ รัฐบาล หน่วยราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงาน องค์กรภาคีต่าง ๆ ทั้งธุรกิจเอกชน องค์กรเอกชน ประชาสังคม องค์กรวิชาชีพ สถาบันวิชาการ และสมาชิกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ตลอดจนประชาชนทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งให้มีการติดตามผลการดำเนินการมาเสนอต่อสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในคราวต่อ ๆ ไป และเสนอต่อสาธารณะต่อไปด้วย ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ) ประธานกรรมการสุขภาพแห่งชาติเสนอ

               2. ให้รับความเห็นของกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เช่น เห็นควรให้หน่วยงานทุกภาคส่วนสนับสนุนมติดังกล่าวเพื่อสานพลังให้เกิดการขับเคลื่อนสู่รูปธรรมและประชาชนมีสุขภาพดีถ้วนหน้าอย่างยั่งยืน และเห็นควรให้สร้างความรู้ความเข้าใจถึงความหมายของกิจกรรมทางกายและพื้นที่เล่นแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เป็นต้น ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเสนองบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 และ พ.ศ. 2552 ซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบรับรองแล้ว และเห็นว่า รายงานการเงินกองทุนฯ แสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2553 และ 2552 ผลการดำเนินงานและกระแสเงินสด สำหรับปีสิ้นสุดวันเดียวกันของแต่ละปีของกองทุนฯ ถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามหลักการบัญชีที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยมีข้อสังเกตหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 14 เกี่ยวกับทุน จำนวน 850,366,190.66 บาท เบิกจ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จำนวน 302,238,039.94 บาท ณ วันที่ 30 กันยายน 2553 คงเหลือ 548,128,150.72 บาท ตามมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 9/2552 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552 เห็นชอบในหลักการใช้งบประมาณรับโอนจากกระทรวงสาธารณสุข ตามมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ จัดหายานพาหนะและเป็นเงินกองทุนกลางสำรองกรณีมีเหตุฉุกเฉินเร่งด่วน และหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 15 เกี่ยวกับผลการดำเนินงาน คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2552 ให้กองทุนฯ จ่ายเงินซื้อวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช 1 เอ็น 1) และยา Oseltamivir ไปก่อน จำนวน 850 ล้านบาท และให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณใช้คืน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 กองทุนฯ ยังไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณ

คณะรัฐมนตรีมีมติ

               1. ให้ปรับชื่อ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ให้เหมาะสม จากเดิม “(ร่าง) ยุทธศาสตร์ชาติ การพัฒนาภูมิปัญญาไท สุขภาพวิถีไท ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564)” เป็น “(ร่าง) ยุทธศาสตร์ การพัฒนาภูมิปัญญาไท สุขภาพวิถีไท ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564)”

               2. เห็นชอบในหลักการของ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ การพัฒนาภูมิปัญญาไท สุขภาพวิถีไท ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564) จัดทำขึ้นเพื่อเป็นทิศทางของประเทศในการขับเคลื่อนภูมิปัญญาไท สุขภาพวิถีไท ซึ่งเป็นการต่อยอดแนวทางการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านอย่างยั่งยืนด้วยการสร้างกลไกการบริหารจัดการ การพัฒนาบุคลากร และสร้างภาคีเครือข่าย การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน รวมถึงส่งเสริมการใช้และพัฒนาสมุนไพรไทยให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดย (ร่าง) ยุทธศาสตร์ฯ ประกอบด้วย 3 ประเด็นยุทธศาสตร์ ได้แก่ (1) สร้างภูมิปัญญาไท สุขภาพวิถีไทให้เข้มแข็ง (2) บูรณาการระบบบริการการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือก และระบบยาจากสมุนไพรกับระบบการแพทย์อื่น ๆ และ (3) เสริมสร้างขีดความสามารถของประชาชน บุคลากร และเครือข่าย ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย) ประธานกรรมการสุขภาพแห่งชาติเสนอ และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปพิจารณาดำเนินการต่อไป ดังนี้

                   2.1 ให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทยส่งเสริมและสนับสนุนเครือข่ายหมอพื้นบ้าน ชุมชน และเอกชนปลูกพืชสมุนไพรตามแนวทางการจัดการป่าชุมชนและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศเกิดการพึ่งพาตนเอง

                   2.2 ให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติสร้างความเข้มแข็งให้แก่กระบวนการผลิตยาจากพืชสมุนไพรให้ครบวงจร ตั้งแต่ขั้นต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยพิจารณานำกลไกประชารัฐมาส่งเสริม รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น