ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 9

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่คณะกรรมการประสานงานและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรี (ปคค.) รายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การพัฒนาระบบการเงินการคลังสุขภาพแห่งชาติ ดังนี้

               1. นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2553

               2. คณะกรรมการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขได้มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งสำนักงานพัฒนาระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553 และได้ออกระเบียบสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขว่าด้วยการบริหารงานของสำนักงานพัฒนาระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2553 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2553 นอกจากนั้นได้แต่งตั้งให้นายเทียม อังสาชน เป็นผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่  1พฤศจิกายน 2553 และแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2553

               3. คณะกรรมการอำนวยการฯ ได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาเสนอรายชื่อคณะกรรมการพัฒนาระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพแห่งชาติ พร้อมทั้งได้ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2553 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2553

               4. นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2554

               5. สำนักงานพัฒนาระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพแห่งชาติอยู่ระหว่างเตรียมการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพแห่งชาติเพื่อเสนอแผนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมติคณะรัฐมนตรีต่อไป

คณะรัฐมนตรีมีมติ ดังนี้

               ๑. เห็นชอบมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๕๓ เรื่อง ร่วมฝ่าวิกฤตความไม่เป็นธรรม นำสังคมสู่สุขภาวะ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติฯ ต่อไป ตามที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเสนอ โดยมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติฯ มี ดังนี้

                   ๑.๑ ให้รัฐบาล คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) นำแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยที่จะลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเป็นธรรม นำไปสู่สังคมสุขภาวะ ในประเด็นการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ การจัดการทรัพยากร สังคมและสุขภาวะ ประชาธิปไตยและการเมือง การศึกษา และสื่อทุกประเภทในทุกระดับ

                   ๑.๒ ให้รัฐบาลเร่งรัดการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๘๗ (๑) ที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น โดยให้มีการปฏิรูปกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อสร้างความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และมีการดำเนินงานที่เร่งด่วน ดังนี้

                         ๑.๒.๑ ให้มีภาคีเครือข่ายประชาชน และองค์กรที่เกี่ยวข้องจัดทำให้เกิดกระบวนการนโยบายสาธารณะที่เป็นธรรม ตระหนักถึงคุณค่าของการอยู่ร่วมกัน

                         ๑.๒.๒ ให้มีการกำหนดกรอบและกติการ่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะและการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ให้ความสำคัญกับประเด็นการปฏิรูป

                         ๑.๒.๓ พัฒนากลไกเพื่อการปฏิรูประบบการวิจัยแห่งชาติและระบบการสร้างปัญญาสาธารณะ

                         ๑.๒.๔ สนับสนุนและส่งเสริมให้มีการพัฒนาสมรรถนะของสังคมและระดับการมีส่วนร่วมในการติดตามให้ความเห็นอย่างจริงจังในกลไกพหุภาคีและเครื่องมือที่มีอยู่ในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดจากนโยบายของรัฐ

                         ๑.๒.๕ จัดให้มีกลไกการจัดการความไม่เป็นธรรม ในระดับชาติ ระดับภูมิภาค หรือกลุ่มจังหวัด ระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น

               ๒. ให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติรับความเห็นของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับการกำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ชัดเจนเพื่อจัดทำรายละเอียดในแต่ละประเด็นตามแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง การนำมติไปสู่การปฏิบัติควรจัดลำดับความสำคัญและทำการศึกษาให้ชัดเจนก่อนกำหนดแนวทางและมาตรการที่จะดำเนินการ การกำหนดแนวทางการติดตามประเมินผลควรคำนึงถึงความเชื่อมโยงและการบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคส่วนที่มีการดำเนินงานสอดคล้องกัน รวมทั้งการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งข้อมูลที่เป็นมติ รายงานการประชุมคณะกรรมการคณะอนุกรรมการด้านต่าง ๆ ผลการดำเนินงานที่มีผลกระทบต่อสาธารณชน และความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในประเด็นการให้มีการจำกัดสิทธิการถือครองที่ดิน เน้นการส่งเสริมการใช้ที่ดินให้เหมาะสมกับสมรรถนะของดินและภูมินิเวศ ไปพิจารณาดำเนินการด้วย

คณะรัฐมนตรีมีมติดังนี้

                 1. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต  หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย  พ.ศ. ….   มีสาระสำคัญคือ   กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต    หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยรวมทั้งสถานที่การทำหนังสือแสดงเจตนา และกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา

                  2. ให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ รับความเห็นของกระทรวงยุติธรรม  สำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักงานอัยการสูงสุด เกี่ยวกับเงื่อนไขในการทำหนังสือแสดงเจตนา  เช่น  อายุ  หรือความสามารถของบุคคลที่จะทำหนังสือแสดงเจตนา  การให้แพทย์   พยาบาล   และผู้อำนวยการโรงพยาบาลลงลายมือชื่อรับรองเพื่อยืนยันการแสดงเจตนา  การให้แพทย์จากโรงพยาบาลอื่นซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะร่วมวินิจฉัยและลงลายมือชื่อรับรอง  รวมทั้งกรณีการทำหนังสือแสดงเจตนา  ณ  สถานบริการสาธารณสุข  โดยให้นักจิตวิทยาตรวจสภาพจิตผู้ป่วย  และญาติ  และให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนั้น และนักจิตวิทยาลงลายมือชื่อรับรองในหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าว เป็นต้น ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

คณะรัฐมนตรีมีมติดังนี้

              1. เห็นชอบข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่อง วิกฤตเศรษฐกิจและการปกป้องสุขภาวะคนไทย  ตามมติคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2551  เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551  ที่มีมติเห็นชอบมาตรการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบทางสุขภาวะจากวิกฤติเศรษฐกิจ ตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2551 เป็นวาระเร่งด่วน  และให้กระทรวงสาธารณสุข  กระทรวงแรงงาน  (สำนักงานประกันสังคม)  และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป ตามที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเสนอ

              2. ให้กระทรวงแรงงาน ( สำนักงานประกันสังคม) รับความเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เห็นว่าปัจจุบันเกษตรกรเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแล้ว แต่ยังไม่ได้รับสวัสดิการเทียบเท่ากับแรงงานภาคอื่น ๆ จึงเห็นควรให้ความสำคัญในเรื่อง สวัสดิการทางสังคมของเกษตรกร  เพื่อให้เกษตรกรได้รับการคุ้มครองทางสังคมเพิ่มเติม ไปพิจารณาด้วย

คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเสนอ ดังนี้

              1. เห็นชอบข้อเสนอทางนโยบายเพื่อการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติกับบุคลากรทางการแพทย์ ตามมติคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2551 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 ดังนี้

                  1.2 เห็นชอบให้เปลี่ยนชื่อข้อเสนอเชิงนโยบาย จาก  “การแก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติกับบุคลากรทางการแพทย์”  ไปเป็น  “การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติกับบุคลากรทางการแพทย์”  ตามมติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1

                  1.3 เห็นชอบข้อเสนอเชิงนโยบาย  เรื่อง  การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติกับบุคลากรทางการแพทย์ ตามมติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ

              2. ให้กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง รับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

คณะรัฐมนตรีมีมติดังนี้

              1. เห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับข้อเสนอทางนโยบายเรื่อง ผลกระทบจากอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและจังหวัดระยอง ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ครั้งที่ 4/2551 เมื่อวันที่ 1

สิงหาคม 2551 ตามที่สำนักงาน คสช. เสนอ ไปพิจารณาดำเนินการดังนี้

                  1.1 ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลผลกระทบทางสุขภาพจากอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในพื้นที่มาบตาพุดและอำเภอบ้านฉาง  รวมถึงเผยแพร่วิธีป้องกันผลกระทบและวิธีการสร้างเสริมสุขภาพในภาวะมลพิษให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึงโดยเร็วและต่อเนื่อง  และให้จัดทำแผนและกฎการปฏิบัติการสำหรับป้องกันและบรรเทาอุบัติภัยจากอุตสาหกรรมและการจัดทำแผนป้องกันและบรรเทาอุบัติภัยสารเคมีระดับจังหวัดโดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรและประชาชนในพื้นที่

                  1.2 ให้ คสช. สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพกลไกกลางในการดำเนินงานและความเข้มแข็งของภาคประชาชน  ได้แก่  การศึกษาแนวทางในการจัดตั้งกลไกผู้ตรวจการสำหรับการป้องกันและแก้ไขผลกระทบทางสุขภาพ  การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของภาคประชาชน  และการสนับสนุนภาคประชาสังคมจังหวัดระยองติดตามความเคลื่อนไหวทางนโยบายโดยใช้กระบวนการสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่

              2. ส่วนข้อเสนอที่สำนักงาน คสช. เสนอคือ

                  2.1 ให้รัฐบาลทบทวนและปรับแนวทางการพัฒนาจังหวัดระยอง   โดยจัดตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วน วางและจัดทำผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมหลักและชุมชนจังหวัดระยองฉบับใหม่ ปรับปรุงระบบและมาตรการทางการคลัง และจัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดระยอง จัดให้มีระบบและกลไกการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางสังคม  โดยเฉพาะปัญหาเด็กและเยาวชน   และจัดให้มีบริการทางสังคมซึ่งเป็นความสำคัญขั้นพื้นฐานอย่างเพียงพอ โดยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ในทุกขั้นตอน

                  2.2 ให้รัฐบาลชะลอการขยายและก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่มาบตาพุดและบ้านฉางในระหว่างการทบทวนและปรับแนวทางการพัฒนาจังหวัดระยอง   โดยให้มีการกำหนดแนวทางและกระบวนการตัดสินใจในการให้อนุมัติ/อนุญาต/ให้ความเห็นชอบการขยายโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ให้เป็นไปตามมาตรา 67ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นั้น ให้คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) เป็นประธาน รับไปพิจารณาทบทวนความเหมาะสมตามอำนาจหน้าที่

และความสอดคล้องของกฎหมาย กฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเสนอมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2551  รวม 14 ประเด็น  และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายงานผลการดำเนินการพร้อมทั้งปัญหาอุปสรรคเพื่อแจ้งต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติด้วย โดยมติสมัชชาสุภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2551 ประกอบด้วย

              มติ 1.1     ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ

              มติ 1.2     การเข้าถึงยาถ้วนหน้าของประชากรไทย

              มติ 1.3     นโยบายแห่งชาติเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดน

                             ภาคใต้

              มติ 1.4     การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกำหนดนโยบายการเจรจาการค้าเสรี

              มติ 1.5     เกษตรและอาหารในยุควิกฤต

              มติ 1.6     ยุทธศาสตร์ในการจัดการปัญหาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

              มติ 1.7     บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการจัดการสุขภาพและทรัพยากรธรรมชาติ สิ่ง

                             แวดล้อม

              มติ 1.8     ความเสมอภาคในการเข้าถึงและได้รับบริการสาธารณสุขที่จำเป็น

              มติ 1.9     ผลกระทบจากสื่อต่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว

              มติ 1.10   สุขภาวะทางเพศ : ความรุนแรงทางเพศ การตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม  และเรื่องเพศกับเอดส์

                             /โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

              มติ 1.11   ระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพในสังคมไทย

              มติ 1.12   นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะของแรงงานนอกระบบ

              มติ 1.13   การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติกับบุคลากรทางการแพทย์ 

              มติ 1.14   วิกฤตเศรษฐกิจและการปกป้องสุขภาวะคนไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติ ดังนี้

               1. เห็นชอบในหลักการแผนยุทธศาสตร์ชาติ การพัฒนาภูมิปัญญาไท สุขภาพวิถีไท ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2555 – 2559) และมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นตามที่คณะกรรมการภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพเสนอ ตามมติคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2554 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเสนอ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้คณะกรรมการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพแห่งชาติประสานงานเพื่อขับเคลื่อน ผลักดันการดำเนินงาน ติดตาม กำกับ ประเมินผล แผนยุทธศาสตร์ชาติ และการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น รายงานผลการดำเนินการให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติทราบต่อไป 

               2. ให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงาน ก.พ. และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับการบูรณาการการทำงานจากทุกภาคส่วนโดยร่วมกันจัดทำแผนงาน/โครงการ แผนเงิน และผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน มีการติดตามและประเมินผลเป็นระยะ มีแนวทางการส่งเสริมและการสร้างหลักฐานที่น่าเชื่อถือในด้านความปลอดภัย ศักยภาพ คุณประโยชน์ และการรักษาจากการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก มีการพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือกให้มีสมรรถนะที่เหมาะสม รวมทั้งการกำหนดเรื่องการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรไทยในเชิงพาณิชย์อย่างชัดเจน การเร่งรัดจัดทำระบบข้อมูลภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์แผนไทยในระดับประเทศ และการสนับสนุนทางด้านวิชาการ เทคโนโลยี และนักวิชาการเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยาสมุนไพรไทยให้ได้มาตรฐานสากล เป็นต้น ไปพิจารณาดำเนินการด้วย

คณะรัฐมนตรีมีมติ ดังนี้

               1. เห็นชอบสรุปผลการประเมินการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติเฉพาะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ในภาพรวม และแนวทางการประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป ตามมติ ก.พ.ร. ในการประชุมครั้งที่ 2/2555 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ สรุปได้ ดังนี้

                   1.1 ผลการประเมินในภาพรวมหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติเฉพาะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 จำนวน 11 แห่ง ตามกรอบการประเมิน 4 มิติ โดยมีหน่วยงานของรัฐฯ 3 แห่ง ยังมิได้รายงาน ได้แก่ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา

                         1.1.1 ด้านผลสัมฤทธิ์ตามพันธกิจ หน่วยงานของรัฐฯ มีผลงานบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์การจัดตั้ง และพันธกิจที่ได้รับมอบหมาย คะแนนรวมผลการประเมินอยู่ในระดับค่อนข้างสูงกว่าเป้าหมายขึ้นไป (คะแนน 3.6101 -4.7350)

                         1.1.2 ด้านผู้มีส่วนได้เสีย การตอบสนองต่อความคาดหวังและความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียหลัก หน่วยงานของรัฐฯ มีการสำรวจความพึงพอใจของผู้รับบริการ การตอบสนองต่อนโยบาย/มติ/ข้อแนะนำ/ข้อสังเกต และการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ คะแนนที่ได้รับค่อนข้างสูงกว่าเป้าหมายขึ้นไป (คะแนน 3.5228 – 5.0000)

                         1.1.3 ด้านประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณและทรัพยากรทางการเงินให้เกิดผลผลิตและผลลัพธ์สูงสุด คะแนนที่ได้รับค่อนข้างสูงกว่าเป้าหมายขึ้นไป (คะแนน 3.5460 – 5.0000)

                         1.1.4 ด้านการกำกับดูแลและพัฒนาองค์กร ผลการประเมินด้านการกำกับดูแลและพัฒนาองค์กร และการมีระบบบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานสากล คะแนนที่ได้ค่อนข้างสูงกว่าเป้าหมายขึ้นไป (คะแนน 3.1096 – 4.8889)

                   1.2 รูปแบบการประเมินผล

                         1.2.1 กลุ่มที่ 1 หน่วยงานของรัฐฯ ที่อยู่ในระบบการประเมินผลทุนหมุนเวียนโดยกรมบัญชีกลาง ให้ใช้ระบบการประเมินผลทุนหมุนเวียนเป็นระบบประเมินผลตามนัยของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547

                         1.2.2 กลุ่มที่ 2 หน่วยงานของรัฐฯ ซึ่งมีระบบการประเมินผลของตนเอง ให้นำกรอบการประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547 ไปปฏิบัติให้ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้ง 4 มิติ

                   1.3 การเชื่อมโยงผลการประเมินกับการจัดสรรงบประมาณ ให้สำนักงบประมาณพิจารณานำผลการประเมินการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐฯ ประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณประจำปี

                   1.4 การรายงานผลในภาพรวมต่อคณะรัฐมนตรี ให้หน่วยงานของรัฐฯ รายงานการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป ไปยังสำนักงาน ก.พ.ร. ภายในเดือนมีนาคมของปีงบประมาณถัดไป และให้ ก.พ.ร. ประมวลรายงานการประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐฯ ในภาพรวมเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

               2. ให้สำนักงาน ก.พ.ร. รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่เห็นควรประสานกรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ เพื่อร่วมกันกำหนดกรอบแนวทางการเชื่อมโยงผลการประเมินการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐฯ กับการจัดสรรงบประมาณเพื่อให้การปฏิบัติภารกิจของภาครัฐมีการใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าต่อการลงทุน ไปพิจารณาดำเนินการด้วย

คณะรัฐมนตรีมีมติ ดังนี้

               1. รับทราบมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 3 พ.ศ. 2553 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2553 มติ 5 นโยบายสนับสนุนพื้นที่จัดการตนเองเพื่อสังคมสุขภาวะ ตามมติคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเสนอ ดังนี้

                   1.1 ขอให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้การสนับสนุนพื้นที่จัดการตนเองเพื่อสังคมสุขภาวะ เป็นนโยบายสำคัญ โดยมอบให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นแกนประสานการดำเนินงานโดยขอความร่วมมือจากสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย เพื่อให้เกิดคณะกรรมการที่เป็นกลไกการดำเนินการ ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการชุมชนท้องถิ่น ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาชน โดยให้มีผู้แทนชุมชน ในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60

                   1.2 ขอให้สมาชิกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติพิจารณากำหนดเรื่องพื้นที่จัดการตนเองเพื่อสังคมสุขภาวะเป็นหนึ่งในระเบียบวาระของสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่ ทั้งนี้ เพื่อติดตาม ประเมินผลแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ทุกระดับภายในจังหวัด

                   1.3 ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นองค์กรหลักในการสนับสนุนงบประมาณ และประสานการดำเนินงานร่วมกับสภาองค์กรชุมชน เครือข่ายองค์กรชุมชน เครือข่ายภาคประชาสังคม เครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัด เครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในจังหวัดใช้เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 66 มาตรา 78(3) มาตรา 87(1) และ (4) และมาตรา 163 ดำเนินการออกแบบและผลักดันให้ชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดการตนเองตามรูปแบบที่เหมาะสม

               2. ให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติรับความเห็นของกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการตั้งงบประมาณสนับสนุนจากท้องถิ่น ไม่ควรกำหนดสัดส่วนไว้เป็นการเฉพาะ แต่ควรขึ้นอยู่กับศักยภาพ ความพร้อมและสถานการณ์คลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และเห็นควรระบุเจ้าภาพหลักในการประสานการจัดตั้งแกนประสานการดำเนินการเพื่อให้เกิดคณะกรรมการที่มีหน้าที่พัฒนากลไกการจัดการตนเองและพัฒนาศักยภาพชุมชนท้องถิ่นให้จัดการตนเองในทุกระดับ ส่วนการให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนงบประมาณ ต้องขึ้นอยู่กับศักยภาพและสถานะทางการคลังของ อปท. เป็นหลัก ไปพิจารณาดำเนินการด้วย

              3. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการตามมติที่เกี่ยวข้องต่อไป ดังนี้

                   3.1 การเข้าไปมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมติดังกล่าวให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานและอยู่ภายในกรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

                   3.2 กรณีเรื่องงบประมาณให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนด

                   3.3 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้รัฐต้องให้ความเป็นอิสระแก่ อปท. และให้ อปท. มีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหาร การเงินการคลัง และมีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ ดังนั้น การดำเนินการตามมติดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อความเป็นอิสระของ อปท.